ยางรถเก่าทำขั้วแบตเตอร์รี่ได้

วิทยาศาสตร์น่ารู้

“ใช้ยางรถเก่าทำขั้วแบตเตอร์รี่ได้” ซึ่งเรื่องนี้ต้องยกนิ้วให้นักวิทยาศาสตร์ของแผนพลังงานห้องปฏิบัติการวิทยาศาสตร์แห่งชาติโอ๊ก ริดจ์ ที่ประเทศยักษ์ใหญ่อย่างอเมริกา ที่ได้ทำการค้นคว้าและทดลองจนประสบความสำเร็จและได้พบว่า ยางรถเก่าที่ใช้แล้วหรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่ายางมือสอง ที่เราเห็นทิ้งสะสมกองอยู่เป็นภูเขาเลากาตามร้านซ่อมทั่วไปนั้น สามารถนำกลับมาใช้ทำขั้วบวกของแบตเตอรี่ลิเทียมไอออนได้อย่างน่าทึ่ง เพราะแบตเตอรี่ที่ว่านี้นอกจากใช้กับรถยนต์ที่ใช้พลังงานไฟฟ้าแล้ว ยังใช้เก็บพลังงานไฟฟ้าที่ได้จากไฟฟ้าแรงลม และพลังแสงอาทิตย์ได้อีกด้วย ซึ่งเรื่องนี้นักวิทยาศาสตร์ผู้ค้นพบดังกล่าวได้อธิบายเอาไว้ว่า ความสำเร็จของการนำเอายางรถเก่ามาใช้สำหรับการเก็บสำรองพลังงานไฟฟ้าได้นี้ ถือว่าเป็นเรื่องที่น่ายินดีมาก เพราะนอกจากจะได้ประโยชน์ได้จากยางรถเก่าที่มีอยู่ทั่วโลกแล้ว ยังเป็นการรักษาสภาพแวดล้อม เป็นการลดมลภาวะพิษให้กับสิ่งแวดล้อมได้อีกด้วย เพราะส่วนใหญ่แล้วการทำลายยางรถเก่าส่วนมากมักจะทำโดยการเผาเท่านั้น
 

ที่มา : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ (ฉบับวันอังคารที่ 2 ก.ย. 57 หน้า 7)

เทคโนโลยีน่าทึ่ง! เรือดำน้ำเร็วเหนือเสียงของจีน

เทคโนโลยีเรือดำน้ำความเร็วสูง

วิทยาศาสตร์น่ารู้ ที่อยากจะนำมาบอกเล่าให้ฟังในบทความนี้เป็นเรื่องเกี่ยวกับเทคโนโลยีการต่อเรือใต้น้ำ หรือเทคโนโลยีเรือดำน้ำความเร็วเหนือเสียงของประเทศยักษ์ใหญ่อย่างจีน ซึ่งเรื่องนี้มีรายงานข่าวจากทางด้านของหนังสือพิมพ์ “เซาท์ไชน่ามอร์นิ่ง โพสต์” ระบุว่าตอนนี้ประเทศจีนกำลังประสบความก้าวหน้าในการต่อเรือใต้น้ำความเร็วเหนือเสียง ด้วยเทคโนโลยีอันทันสมัยที่จะทำให้ เรือดำน้ำ พุ่งทะยานไปด้วยความเร็วเหนือเสียงได้ ส่วนทางด้านของสถาบันเทคโนโลยีแห่งแคลิฟอร์เนียประเทศสหรัฐอเมริกาได้ลองวิเคราะห์ตามกระแสข่าวดังกล่าว พบว่าเรือใต้น้ำที่สามารถแล่นได้ด้วยความเร็วสูงถึง 5,760 กม. ต่อ ชม.นั้น จะแล่นออกจากนครเซี่ยงไฮ้ไปถึงนครซานฟรานซิสโก ภายในเวลา 100 นาที เท่านั้นเอง

จากรายงานข่าวดังกล่าว ศาสตราจารย์วิชาวิศวกรรมของจีนผู้ซึ่งทำงานในโครงการนี้บอกว่า เทคโนโลยีเรือดำน้ำ ความเร็วสูงที่ว่านี้มีชื่อว่าเทคโนโลยี “ซุปเปอร์ฟองอากาศ” จะทำงานโดยให้เรือใต้น้ำแล่นไปในฟองอากาศ ซึ่งจะช่วยลดฟองอากาศ ส่งผลให้สามารถลดความเสียดทานของน้ำกับเรือลงได้ ซึ่งก่อนหน้านี้เทคโนโลยีที่ว่านี้ยังติดปัญหาอยู่ 2 เรื่องก็คือ ประเด็นแรกเรือใต้น้ำที่ว่านี้จะต้องเล่นไปด้วยความเร็วอย่างน้อย  96  กิโลเมตร/ชั่วโมง จึงจะลอยอยู่ในฟองอากาศได้ ส่วนประเด็นที่สองการที่จะประคองเรือให้อยู่ในฟองอากาศก็ถือว่าเป็นเรื่องที่ค่อนข้างยาก ส่วนทางด้านของหนังสือพิมพ์  วอชิงตันโพสต์ ของอเมริกา ก็ได้วิเคราะห์เรื่องนี้และแสดงความสงสัยว่า ขณะที่เรือใต้น้ำในปัจจุบันสามารถเล่นฝ่าคลื่นอย่างเร็วที่สุดได้ชั่วโมงละ 738 กิโลเมตรเท่านั้น ด้วยเหตุนี้จึงเป็นเรื่องที่น่าสงสัยว่าเรือเรือใต้น้ำที่ใช้เทคโนโลยี “ฟองอากาศ ที่ว่านี้ กลับแล่นได้ถึง 5,760 กิโลเมตร/ชั่วโมง แม้แต่ตอร์ปิโดที่ใช้เทคโนโลยีคล้ายคลึงกันนี้ ยังทำความเร็วได้เพียงแค่ 368 กิโลเมตร/ชั่วโมงเท่านั้น ส่วนโฉมหน้าที่แท้จริงของเรือดำน้ำความเร็วสูงที่ว่านี้ ก็ต้องรอติดตามกันต่อไปครับ


ที่มา : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ (ฉบับวันอังคารที่ 2 ก.ย. 57 หน้า 7)

ถ่ายเลือดให้คนแก่ เรียกความหนุ่มสาวกลับคืนได้

วิทยาศาสตร์ก้าวหน้า

ถ้าผมมีเรื่องเล่าให้ฟังว่า นักวิทยาศาสตร์ชาวอเมริกันกำลังจะถ่ายเลือดของคนหนุ่มสาวให้กับผู้สูงอายุที่เป็นโรคสมองเสื่อม โดยหวังว่าอาจช่วยทำให้สมองของคนชราดีขึ้นได้ ฟังดูเป็นเรื่องที่น่าเหลื่อเชื่อ เป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ แต่นักวิทยาศาสตร์ผู้อยู่เบื้องหลังการทดลองนี้ ก็มีหลักฐานยืนยันอย่างหนักแน่นจากการที่ได้ทดลองกับหนู จนได้ผลสรุปออกมาที่ชัดเจนว่า การถ่ายเลือดหนูหนุ่มหนูสาวให้กับหนูที่แก่จะช่วยให้สมองและสุขภาพของอวัยวะหลายชนิดของหนูรุ่นพ่อรุ่นแม่กระชุ่มกระชวยขึ้นหลายเท่า และในบางครั้งอาจถึงขนาดกลับหนุ่มสาวขึ้นมาใหม่ได้เลยทีเดียวครับ ซึ่งเรื่องนี้ถ้าหากว่าเราลองคิดกันเล่นๆว่า..ถ้าการทดลองจากหนูเปลี่ยนมาเป็นมนุษย์จริงๆ และเกิดเป็นจริงขึ้นมาอาจทำให้เราถึงขนาดกลับเป็นหนุ่มสาวขึ้นมาใหม่ได้จริงๆคงจะเป็นเรื่องที่ฮือฮา..น่าทึ่งสุดๆ แห่งวงการ วิทยาศาสตร์ การแพทย์ของโลกเลยทีเดียว

ซึ่งจากการศึกษาค้นคว้าของนัก วิทยาศาสาตร์ ไคลว์แมคแคย์ มหาวิทยาลัยคอร์เนลล์ ได้ทำการทดลองเย็บเชื่อมระบบไหวเวียนโลหิตของหนูหนุ่มกับหนูแก่เข้าด้วยกัน เป็นการทดลองการดำรงชีวิตร่วมกันของสิ่งมีชีวิตสองสิ่ง แล้วพบว่ากระดูกอ่อนของหนูแก่จะกลับมีสภาพเหมือนกับของหนูที่ยังคงหนุ่มสาว..ว๊าว..เจ๋งสุดๆ แต่ยังไม่หมดเพียงเท่านี้นะครับ ในรายงานข่าวยังระบุอีกว่าหลังสุดเมื่อปี พ.ศ. 2548 นักวิทยาศาสตร์แห่งมหาวิทยาลัยสแตมฟอร์ด ได้ทำการศึกษาทดลองและพบว่า เลือดของหนูหนุ่มสาวสามารถช่วยให้ตับและเซลล์ต้นกำเนิดกะโหลกศีรษะหนูแก่กลับมีสภาพเป็นหนุ่มสาวขึ้นกว่าเก่าได้ แต่ผมยังไม่เคยอ่านเจอที่ทดลองกับคนเราจริงๆนะ หรืออาจจะมีการทดลองแล้วแต่ยังไม่เป็นข่าว..อันนี้ก็ไม่รู้..สวัสดีครับ


อ้างอิงจาก : หนังสือพิมพ์ไทรัฐ

สถานการณ์เทคโนโลยี 4G ในบ้านเรา

ก้าวทัน เทคโนโลยี 4G

อ้างอิงจากหนังสือพิมพ์เดลินิวส์ (ฉบับวันที่ 16/09/57) เกี่ยวกับเทคโนโลยี 3G 4G อะไรประมาณนี้แหละครับ ถือโอกาสนำมาบอกเล่าต่อให้ฟัง ด้วยความน้อยใจที่เรายังใช้ 3G อยู่นั่นเอง เรื่องราวเป็นอย่างนี้ครับ

นายศุภชัย  เจียรวนนท์  กรรมการผู้จัดการใหญ่ และประธานคณะผู้บริหาร บริษัท ทรู คอร์เปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า กลุ่มทรูได้ลงนามเป็นพันธมิตรเชิงธุรกิจกับ บริษัท ไชน่า โมบาย  จากสาธารณรัฐประชาชนจีน โดยไชน่าโมบายจะเข้ามาลงทุนจำนวน 28,600 ล้านบาท ส่งผลให้มีศักยภาพในการดำเนินธุรกิจ และความแข็งแกร่งทางการเงินเพิ่มมากขึ้น โดยกลุ่มทรูจะนำเงินมาลงทุนที่ได้จำนวน 5.5 หมื่นล้านบาทไปชำระหนี้ธนาคารทั้งหมด ทำให้กลายเป็นบริษัทที่ปลอดหนี้ธนาคาร คงเหลือแต่หนี้หุ้นกู้เท่านั้นและจะช่วยลดภาระดอกเบี้ยได้ปีละ 4,000 ล้านบาท คาดว่า บริษัทจะเริ่มมีกำไรได้ในไตรมาสที่สี่ของปีนี้ และสามารถให้ผลตอบแทนแก่ผู้ถือหุ้นได้ในลำดับต่อไป ทั้งนี้จะมีการตั้งคณะกรรมการและคณะทำงานร่วมกัน เพื่อดำเนินการใน 6 ด้าน คือ

1. ผลิตภัณฑ์ บริการเสริม คอนเทนต์
2. ธุรกิจระหว่างประเทศ
3. โครงข่าย
4. การจัดซื้อดีไวซ์
5. จัดการซื้อทั่วไป
6. การพัฒนาบุคลากร  ซึ่งจะช่วยในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านไอซีทีของไทยและช่วยให้เศรษฐกิจของประเทศเติบโตมากขึ้นโดยไชน่าโมบายถือเป็นบริษัทสื่อสารระดับโลก ที่มีฐานลูกค้า มากกว่า 800 ล้านคนและเป็นผู้บกเบิกระบบ 4G และ 5G  ประสบการณ์เหล่านี้จะช่วยให้กลุ่มทรูนำมาปรับใช้ในการขยายโครงข่ายและบริการเพื่อนำเสนอกับลูกค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพศ๋ส่วนทางด้านของนายหรี่ เยว่  กรรมการบริหารและหัวหน้าคณะผู้บริหาร บริษัท ไชน่า โมบาย จำกัด กล่าวว่า มั่นใจในศักยภาพอุตสาหกรรมโทรคมนาคมของไทย  ซึ่งมีการขยายโครงข่ายได้อย่างรวดเร็วโดยเฉพาะในระบบ 3G และ 4G เป็นผลมาจากการทำงานร่วมกันของภาครัฐและเอกชนของไทย ความร่วมมือครั้งนี้จะเน้นในเรื่องธุรกิจระหว่างประเทศเนื่องจากปัจจุบันมีชาวจีนเดินทางมาท่องเที่ยวในไทยปีละ 4 ล้านคน และจะเพิ่มขึ้นเป็น 10 ล้านคนในอนาคต ที่มีนักท่องเที่ยวและนักธุรกิจของไทยเดินทางไปจีนจำนวนมากเช่นกัน นอกจากนี้ยังร่วมมือกันในการพัฒนา 4G  และระบบชำระเงินผ่านมือถือด้วย..สุดท้ายจะพัฒนาโครงข่ายกันอย่างไร ขอให้เห็นอกเห็นใจคนรายได้น้อย ช่วยลดค่าบริการรายเดือนลงหน่อยละกันนะครับ


ที่มา : เดลินิวส์ (ฉบับวันที่ 16/09/57)

เด็กหลอดแก้ว..เขาทำกันอย่างไร?

เทคโนโลยีเด็กหลอดแก้ว

สำหรับภาวการณ์มีบุตรยากในยุคปัจจบัน ได้กลายเป็นปัญหาใหญ่ของครอบครัวไปแล้ว ซึ่งมีผู้ประมาณว่า 1 ใน 6 ของคู่สมรสใหม่นี้ จะมีปัญหาการมีบุตรยาก ซึ่งเกิดจากหลายสาเหตุด้วยกัน เช่น การแต่งงานช้าลง หรือปัญหาทางสุขภาพของคู่สมรสนั่นเอง แต่ด้วยนวัตกรรมทางการแพทย์ที่เจริญก้าวหน้ามากยิ่งขึ้น ได้ช่วยเติมเต็มความสมบูรณ์ของครอบครัวยุคใหม่ ที่มีปัญหาเรื่องการมีลูกยากด้วยเทคโนโลยีที่เรียกว่า “การทำเด็กหลอดแก้ว” (In Vitro Fertilization) 

เด็กหลอดแก้ว
แพทย์หญิงสุชาดา มงคลชัยภักดิ์ สูตินรีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญจากศูนย์รักษาผู้มีบุตรยาก โรงพยาบาลพญาไท ศรีราชา  ได้อธิบายเกี่ยวกับเรื่องนี้ว่า เทคโนโลยีเรื่องการทำเด็กหลอดแก้วมีมานานแล้ว ซึ่ง ณ เวลานี้เด็กหลอดแก้วอายุก็ปาเข้าไป 40 ปีแล้ว สำหรับภาวะการณ์การมีลูกยากนั้นหมายความว่า แต่งงานกันอย่างน้อย 1 ปีแล้วยังไม่มีบุตรเอง แต่ถ้าผู้หญิงอายุเยอะหน่อยจะวัดที่ 6 เดือน ปัจจัยที่คู่สมรสมีลูกกันยาก ส่วนหนึ่งมาจากการเริ่มต้นครอบครัวช้า แต่งงานกันช้า เพราะสภาพสังคมที่เปลี่ยนแปลงไป ส่วนนาวทางการแก้ปัญหาการมีลูกยากมีอยู่ 3 วิธีใหญ่ๆ  คือ

1. วิธีทางธรรมชาติ กรณีที่คู่สมรสยังอายุน้อยๆ เราต้องตรวจการสาเหตุก่อนว่า ทำไมถึงมีลูกยาก ซึ่งถ้าตรวจแล้วไม่พบสิ่งผิดปกติ และคนไข้ยังมีเวลารอ เราจะแนะนำให้ใช้วิธีธรรมชาติ นับวันไข่ตกให้ถูกต้อง หรือควรมีเพศสัมพันธุ์ช่วงเวลาไหน

2. ใช้เทคนิคช่วย คือ การฉีดน้ำเข้าโพรงมดลูก โดยหลักการยังเป็นวิธีตามธรรมชาติ ที่คนไข้ท้องเองเพียงแต่ช่วยเพียงแต่ช่วยนับเวลาที่ไข่ตกให้แม่นยำมากขึ้น แล้วฉีดน้ำเชื้อเข้าไป

3. การทำเด็กหลอดแก้ว เป็นการผสมข้างนอกภายนอกร่างกาย ซึ่งมีหลักการทำคือ เอาไข่กับอสุจิมาผสมเอง ข้างนอกในห้องปฏิบัติการ เพื่อให้ได้ตัวอ่อนและเลี้ยงจนถึงระยะฝังตัว หรือระยะบลาสโตซีสต์ (Blastocyst) จากนั้นค่อยย้ายตัวอ่อนเข้าสู่มดลูกของมารดา

แพทย์หญิงสุชาดายังอธิบายให้ฟังถึงสาเหตุที่ทำเด็กหลอดแก้วแล้วไม่ติดหรือไม่ท้องว่า อาจเป็นเพราะตัวอ่อนผิดปกติ โครโมโซมไม่เป็น 23 คู่ ซึ่งอาจจะมีเกินหรือขาด ทำให้ยีนทำงานไม่ดี ฝังตัวอยู่ไม่นานก็แท้งวิธีการที่จะทำให้ได้ตัวอ่อนดีสมบูรณ์นั้น เราต้องวางแผนการรักษาการเก็บและเลี้ยงตัวอ่อนในห้องปฏิบัติการมีส่วนสำคัญอย่างมาก ซึ่งเราได้พัฒนาเทคนิคการแช่แข็งตัวอ่อนแบบผลึกแก้วซึ่งเป็นวิธีที่ตัวอ่อนมีโอกาสเจริญพัฒนาเป็นระยะบลาสโตซีสต์ได้สูง ไม่ต่างไปจากตัวอ่อนที่ไม่ได้ผ่านการแช่แข็ง และจากการเลือกตัวอ่อนที่ดีที่สุดจะถูกย้ายสู่มดลูกของผู้เป็นมารดา ซึ่งจะทำให้ท้องในครั้งแรกได้อย่างสมบูรณ์แบบที่สุด


อ้างอิงจาก : เดลินิวส์ (ฉบับวันพุธที่ 17 กันยายน 2557 หน้า 24) 
เครดิตภาพ : www.healthkonthai.com

อาวุธนิวเคลียร์

อาวุธมหาประลัย “นิวเคลียร์” ล้างโลก

หลายคนคงเคยเห็นและยังจดจำภาพข่าวนี้ได้ ด้วยลักษณะที่คล้ายเมฆรูปเห็ดที่สูงจากพื้นดิน ตั้งตระหง่านอยู่ท่ามกลางท้องฟ้ากว่า 18 กิโลเมตร ปกคลุมด้วยควันสีขาวและสีดำทมิฬ ตลบอบอวนด้วยมลภาวะของของกัมมันตภาพรังสีที่เกิดจากอาวุธนิวเคลียร์ ที่ถล่มเมืองฮิโรชิมาและนางาซากิของญี่ปุ่น เมื่อปี พ.ศ. 2488 ช่วงปลายสงครามโลกครั้งที่สอง

ภาพจาก: ไทรัฐ
“อาวุธนิวเคลียร์” เป็นผลที่ได้จากความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ ที่น่าภาคภูมิใจหรือน่าสะพรึงกลัวของเหล่ามนุษยชาติกันแน่? คำถามนี้เราคงต้องหาคำตอบไปพร้อมๆกันนะครับ เพราะเรื่องราวของความอัจฉริยะของนักวิทยาศาสตร์อย่าง “ไอสไตน์” การคิดค้น ทดลอง จนได้เป็นวัตถุระเบิดซึ่งมีอำนาจทำลายล้างมาจากปฏิกิริยานิวเคลียร์ ไม่ว่าจะเป็นปฏิกิริยาฟิชชัน หรือฟิวชัน หรือทั้งสองปฏิกิริยารวมกัน ซึ่งปฏิกิริยาทั้งสองสามารถปลดปล่อยพลังงานปริมาณมหาศาล จากสสารปริมาณค่อนข้างน้อย การทดสอบระเบิดฟิชชัน ("อะตอม") โดยระเบิดลูกแรกสามารถปลดปล่อยพลังงานออกมาเทียบเท่ากับทีเอ็นทีประมาณ 20,000 ตัน และยังมีการทดสอบระเบิดเทอร์โมนิวเคลียร์ หรือที่รู้จักกันในชื่อ “ระเบิดไฮโดรเจน" ลูกแรก สามารถปลดปล่อยพลังงานออกมาเท่ากับทีเอ็นทีประมาณ 10,000,000 ตัน อาวุธเทอร์โมนิวเคลียร์สมัยใหม่ที่หนักกว่า 1,100 กิโลกรัมเล็กน้อย สามารถก่อให้เกิดแรงระเบิดเทียบเท่ากับการจุดระเบิดทีเอ็นทีมากกว่า 1.2 ล้านตันเลยทีเดียวครับ

จากข้อมูลการทดสอบระเบิดที่ผมได้นำเสนอมาแสดงให้เห็นว่า แม้กระทั่งวัตถุนิวเคลียร์ลูกเล็กๆ ที่มีขนาดไม่ใหญ่ไปกว่าระเบิดธรรมดาทั่วไป ก็สามารถทำลายล้างเมืองทั้งเมืองได้อย่างสบาย ด้วยแรงระเบิดไฟและกัมมันตรังสี “อาวุธนิวเคลียร์”  จึงได้ชื่อว่าเป็นอาวุธที่มีอานุภาพทำลายล้างสูง และมีอาวุธนิวเคลียร์เพียงสองชิ้นเท่านั้นในโลก ที่เคยใช้ปฏิบัติการในการสงครามโดยสหรัฐอเมริกา ช่วงสงครามโลกครั้งที่สองใกล้ยุติลง เมื่อวันที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2488 วัตถุประเภทจุดระเบิดยูเรเนียม (uranium gun-type) ซึ่งใช้ชื่อรหัสว่า "ลิตเติลบอย" ถูกจุดระเบิดเหนือนครฮิโรชิมาของญี่ปุ่น อีกสามวันให้หลัง คือในวันที่ 9 สิงหาคม ปีเดียวกัน วัตถุประเภทจุดระเบิดภายในพลูโตเนียม (plutonium implosion-type) ซึ่งใช้ชื่อรหัสว่า "แฟตแมน" ได้ถูกจุดระเบิดเหนือเมืองนางาซากิ ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งการทิ้งระเบิดทั้งสองลูกดังกล่าว ส่งผลให้ชาวญี่ปุ่นเสียชีวิตไปในทันทีประมาณ 200,000 คน จากการบาดเจ็บฉับพลันที่ได้รับจากแรงระเบิด ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเพียงพลเรือนเท่านั้น ไม่ใช่แค่เพียงการทิ้งระเบิดถล่มเมืองฮิโรชิมาและนางาซากิเท่านั้น แต่อันที่จริงแล้ว “อาวุธนิวเคลียร์” ได้ถูกจุดระเบิดกว่าสองพันครั้ง เพื่อจุดประสงค์ด้านการทดสอบและสาธิตในทางการทหาร และมีเพียงไม่กี่ชาติเท่านั้นที่ได้ครอบครองอาวุธนิวเคลียร์หรือถูกสงสัยว่ากำลังแสวงหาอาวุธนิวเคลียร์ในปัจจุบัน และประเทศที่มีข้อมูลว่าได้เคยจุดระเบิดอาวุธนิวเคลียร์ และได้รับการรับรองว่าครอบครองอาวุธนิวเคลียร์ คือ สหรัฐอเมริกา สหภาพโซเวียต (รัสเซียเป็นผู้สืบทอดอำนาจนิวเคลียร์) สหราชอาณาจักรอย่างเช่น ฝรั่งเศส สาธารณรัฐประชาชนจีน อินเดีย ปากีสถาน และเกาหลีเหนือเป็นต้น นอกเหนือจากนี้ อิสราเอลยังถูกเป็นที่สงสัยว่ามีอาวุธนิวเคลียร์ไว้ในครอบครอง แต่ไม่ได้รับการยืนยันอย่างแน่ชัด และยังมีข้อมูลการสำรวจของสหพันธ์นักวิทยาศาสตร์อเมริกา ใน พ.ศ. 2554 ซึ่งได้ประเมินว่ามีหัวรบนิวเคลียร์กว่า 20,500 หัวทั่วโลก โดยมีราว 4,800 หัว ถูกเก็บไว้ในสถานะ "ปฏิบัติการ" คือ พร้อมใช้งานได้ทันที
ที่มา : วิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี


กูกลิเอลโม มาร์โคนี (Guglielmo Marconi)

กูกลิเอลโม มาร์โคนี นักวิทยาศาสตร์ ผู้ประดิษฐ์เครื่องรับส่งวิทยุโทรเลข

นักวิทยาศาสตร์โลก
กูกลิเอลโม มาร์โคนี นักวิทยาศาสตร์ ผู้ประดิษฐ์เครื่องรับส่งวิทยุโทรเลข
สำหรับนักวิทยาศาสตร์ ผู้ที่ได้ชื่อว่าเป็นผู้ผลิตวิทยุคนแรกของโลกเกิดเมื่อวันที่  25 เมษายน ค.ศ. 1874 หรือ พ.ศ. 2417 และเสียชีวิตลงในขณะอายุ 63 ปี เมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม ค.ศ. 1937 หรือ พ.ศ. 2480 ที่ประเทศอิตาลี เขาใฝ่ฝันที่จะมีอาชีพด้านทหารเรือ และเป็นคนที่สนใจเรื่องไฟฟ้ามาตั้งแต่ยังเป็นเด็ก อีกทั้งบิดาก็สนับสนุนเขามาตลอด แต่มีอยู่วันหนึ่งเขาได้ฟังปาฐกถาวิชาฟิสิกส์จาก ศาสตราจารย์ กิออตโต บิสชารีน เขาเกิดสนใจและตื่นเต้นมาก ถึงกลับให้แม่จ้างนักฟิสิกส์มาสอนพิเศษที่บ้าน

กูกลิเอลโม มาร์โคนี นักวิทยาศาสตร์ ผู้ประดิษฐ์เครื่องรับส่งวิทยุโทรเลข
กูกลิเอลโม มาร์โคนี ในวัย 16 ปีเริ่มสนใจวิชาไฟฟ้าอย่างจริงจัง และก็สามารถสร้างเครื่องมือถ่ายทอดกระแสไฟฟ้าได้ และในขณะเดียวกัน ขณะที่เขาศึกษาอยู่ ณ มหาวิทยาลัยโปโลนยา เขาได้อ่านวารสารฉบับหนึ่งเรื่อง “แม่เหล็กไฟฟ้า” ของ ไฮน์ริช รูดอลฟ เฮิร์ต นักฟิสิกส์ชาวเยอรมัน จึงเกิดแรงบันดาลใจอยากที่จะส่งคลื่นไฟฟ้าไปในอากาศ และเขาก็ทำสำเร็จ คือสามารถส่งคลื่นวิทยุข้ามภูเขาสูงได้ด้วยวัยเพียง 22 ปี ต่อมาในปี ค.ศ.1895 เขาก็สามารถประดิษฐ์ กริ่งไฟฟ้าไร้สายขึ้นได้ และถัดมาอีกสองปี คือในปี 1897 เขาก็สามารถประดิษฐ์เครื่องส่งวิทยุโทรเลขและทำการทดลองส่งวิทยุโทรเลขไร้สายในระยะ 1 ไมล์ได้สำเร็จ มารดาของเขาจึงแนะนำให้เขาเดินทางไปอังกฤษเพื่อจดสิทธิบัตร และเมื่อคนอิตาลีไม่ให้ความสนใจ ที่นั่นเขาได้ค้นคว้าศึกษาเรื่องการรับส่งคลื่นวิทยุจนกระทั่งในวันที่ 27 มีนาคม ค.ศ.1899 เขาสามารถส่งคลื่นวิทยุข้ามมหาสมุทรแอตแลนติกได้อีกครั้ง ด้วยวัยเพียง 25 ปี เขาทำงานด้วยความ มานะ อดทน มุ่งมั่นต่อความสำเร็จอย่างจริงจัง ถึงแม้ว่าคนในบ้านเกิดของเขาจะไม่เห็นความสำคัญกับผลงานกับความสำเร็จทางด้านสิ่งประดิษฐ์ของเขา แต่ก็มีเพื่อนผู้มีส่วนร่วมในผลงานของเขาคือ แม็กส์เวลล์ ชาวอังกฤษ และเอิร์ท ชาวเยอรมัน และอีกคนคือ แบรนลี่ ชาวฝรั่งเศส ผลงานสิ่งประดิษฐ์ของ ที่ถือว่าเป็นผลงานชิ้นโบว์แดง และถือว่าเป็นจุดเริ่มต้นของการติดต่อสื่อสารของโลกในยุคปัจจุบัน ที่เราได้รู้จักก็คือ “เครื่องรับส่งวิทยุโทรเลข” ในยุคนั้น ของนักวิทยาศาสตร์และนักประดิษฐ์อัจฉริยะที่มีชื่อว่า กูกลิเอลโม มาร์โคนี (Guglielmo Marcony) นักวิทยาศาสตร์ผู้ที่ได้รับรางวัลโนเบลสาขาฟิสิกส์ ในปี ค.ศ.1907 จากผลงานการค้นคว้าและประดิษฐ์วิทยุสื่อสาร ให้พวกเราคนรุ่นหลัง ได้สะดวกสบายกันทั่วหน้าในยุคปัจจุบัน

อริสโตเติล (Aristotle)

อริสโตเติล นักวิทยาศาสตร์ และนักปรัชญาแห่งกรีกโบราณ

นักวิทยาศาสตร์โลก

อริสโตเติล หรือ แอริสตอเติล เป็นนักวิทยาศาสตร์ ผู้ซึ่งถือได้ว่าเป็นนักปรัชญาแห่งกรีกโบราณ ที่มีชีวิตอยู่ในช่วง พ.ศ. 160 หรือในช่วง 384 ปี ก่อนคริสต์ศักราช จนถึงวันที่ 7 มีนาคม พ.ศ. 222 หรือประมาณ 322 ปี ก่อนคริสต์ศักราช เป็นนักปรัชญาแห่งกรีกโบราณ เป็นลูกศิษย์ของเพลโต และยังเป็นอาจารย์ของอเล็กซานเดอร์มหาราชอีกด้วย อริสโตเติลและเพลโตได้รับยกย่องให้เป็นหนึ่งในนักปรัชญา ที่มีอิทธิพลสูงที่สุดในโลกตะวันตกในสมัยนั้น ด้วยผลงานเขียนหนังสือเกี่ยวกับฟิสิกส์ สัตววิทยา กวีนิพนธ์ การเมือง จริยศาสตร์ ชีววิทยา และการปกครอง เป็นต้น
อริสโตเติล นักวิทยาศาสตร์ และนักปรัชญาแห่งกรีกโบราณ
สำหรับผู้ที่ให้การศึกษาแก่อิรสโตเติลในวัยเด็ก ก็คือบิดาของเขานั้นเอง ซึ่งบิดาของเขาจะเน้นหนักไปในด้านธรรมชาติวิทยา จนกระทั่งเมื่อเขาอายุได้ 18 ปี ก็ได้เดินทางไปศึกษาต่อกับปรัชญาเมธีผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดในยุดนั้นก็คือ “ท่านเพลโต” ในกรุงเอเธนส์ (Athens) ในระหว่างการศึกษาอยู่กับเพลโต 20 ปีนั้น ได้ทำให้อริสโตเติลเป็นนักปราชญ์ที่มีชื่อเสียงต่อจากเพลโตอีกที และต่อมาเมื่อเพลโตถึงแก่กรรมในปี 347 ก่อนคริสต์ศักราช อริสโตเติลจึงเดินทางไปรับตำแหน่งเป็นพระอาจารย์ของพระเจ้าอเล็กซานเดอร์มหาราช ในปี 343 - 342 ก่อนคริสต์ศักราช จากการศึกษาและค้นคว้าของอริสโตเติล ทำให้เขาเป็นผู้รอบรู้สรรพวิชา และได้เขียนหนังสือไว้มากมายประมาณ 400 - 1000 เล่ม ซึ่งงานต่าง ๆ ที่ได้เขียนขึ้นมานั้น ได้มีอิทธิพลต่อความเชื่อในศาสนาคริสต์จวบจนกระทั่งยุคกลางหรือยุคมืด ซึ่งอยู่ในช่วงเวลาประมาณ 1,500 ปีเป็นอย่างน้อย


สำหรับนักวิทยาศาสตร์ และนักปรัชญาที่มีชื่อว่า “อริสโตเติล” ถือเป็นหนึ่งในนักวิทยาศาสตร์ ไม่กี่บุคคลในประวัติศาสตร์โลก ที่ได้ศึกษาแทบทุกสาขาวิชาที่มีในยุคสมัยนั้น ในสาขาวิทยาศาสตร์ อริสโตเติลได้ศึกษา ดาราศาสตร์, กายวิภาคศาสตร์, วิทยาเอ็มบริโอ, ภูมิศาสตร์, ธรณีวิทยา, อุตุนิยมวิทยา, สัตววิทยา,และฟิสิกส์ ส่วนในด้านปรัชญา อริสโตเติล ได้เขียนหนังสือเกี่ยวกับ เศรษฐศาสตร์, สุนทรียศาสตร์, จริยศาสตร์, การปกครอง, อภิปรัชญา, การเมือง, จิตวิทยา, วาทศิลป์ และเทววิทยา  และเขายังเป็นนักวิทยาศาสตร์ และนักปรัชญาที่ให้ความสนใจเกี่ยวกับ ศึกษาศาสตร์, ประเพณีต่างถิ่น, กวีนิพนธ์ และวรรณกรรมต่างๆอีกด้วย ผลงานของเขาเมื่อรวบรวมเข้าด้วยกันแล้ว สามารถจัดว่าเป็นสารานุกรมความรู้สมัยกรีกโบราณได้เลยทีเดียว

นิโคลา เทสลา (Nikola Tesla)

เทสลา นักวิทยาศาสตร์ ผู้ไขปริศนาไฟฟ้ากระแสสลับ

นักวิทยาศาสตร์โลก

สำหรับนักวิทยาศาสตร์ที่มีชื่อว่า “นิโคลา เทสลา” เกิดเมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม ค.ศ. 1856 หรือ พ.ศ. 2399 ที่ Smiljan ในอดีตคือ ออสเตรีย - ฮังการี แต่ปัจจุบันคือสาธารณรัฐโครเอเชีย ภายหลังเขาได้รับสัญชาติเป็นพลเมืองอเมริกัน และได้เสียชีวิตลงเมื่อวันที่ 7 มกราคม ค.ศ. 1943 หรือพ.ศ. 2486 ในขณะที่มีอายุ 86 ปี เป็นนักวิทยาศาสตร์ที่ได้รับฉายาว่า “นักประดิษฐ์ที่โลกลืม” เพราะเป็นนักวิทยาศาสตร์และนักประดิษฐ์คนสำคัญของโลก แต่กลับไม่ค่อยมีคนรู้จัก หรืออาจจะถูกรู้จักในฐานะนักวิทยาศาสตร์ที่เพี้ยน เพราะเขาเป็นคนที่ไม่ค่อยยุ่งเกี่ยวกับสังคม แต่ผลงานและสิ่งประดิษฐ์ของเขาก็ยิ่งใหญ่ไม่แพ้นักวิทยาศาสตร์คนอื่น ๆ ซึ่งเขาเป็นผู้ประดิษฐ์ขดลวดเทสลา หรือที่เรียกว่า “Tesla coil” ซึ่งเป็นหม้อแปลงที่มีแรงดันไฟฟ้าสูง และยังเป็นผู้ค้นพบวิธีการเปลี่ยนสนามแม่เหล็กเป็นสนามไฟฟ้า จึงเป็นที่มาของหน่วยวัดสนามแม่เหล็กเทสลา อีกทั้งยังเป็นนักวิทยาศาสตร์ ผู้ค้นพบวิธีการสื่อสารแบบไร้สายอีกด้วย
เทสลา นักวิทยาศาสตร์ ผู้ไขปริศนาไฟฟ้ากระแสสลับ
นิโคลา เทสลา เป็นทั้งนักวิทยาศาสตร์ นักประดิษฐ์,นักฟิสิกส์,วิศวกรเครื่องกล,วิศวกรไฟฟ้า และยังเป็นนักทำนายอนาคตอีกด้วย แต่ในวัยเด็กเขาเป็นคนที่มีปัญหาทางประสาท ที่ทำให้เขาต้องทุกข์ทรมาน จากโรคย้ำคิดย้ำทำ เขาได้งานแรกในบูดาเปสต์โดยทำงานที่บริษัทโทรศัพท์ และในระหว่างที่ทำงานอยู่ที่นี่ เทสล่าได้ประดิษฐ์ลำโพงสำหรับโทรศัพท์ ก่อนที่จะเดินทางเร่ร่อนไปอเมริกาในปี 2427 เพื่อที่จะไปทำงานกับ โทมัส เอดิสัน แต่ไม่นานเขาก็เริ่มก่อตั้งห้องปฏิบัติการ (บริษัทพัฒนาอุปกรณ์ไฟฟ้า) เป็นของตัวเอง โดยมีผู้สนับสนุนด้านการเงินให้ สิทธิบัตรมอเตอร์ไฟฟ้ากระแสสลับแบบเหนี่ยวนำ และหม้อแปลงไฟฟ้า ได้รับการจดทะเบียนโดย จอร์จ เวสติงเฮ้าส์ ซึ่งเป็นผู้ว่าจ้างให้เทสลาเป็นที่ปรึกษาและพัฒนาระบบไฟฟ้ากระแสสลับด้วย สำหรับผลงานของเทสลาที่ทำให้เขาเป็นสนใจในสมัยนั้นอาทิเช่น การทดลองเกี่ยวกับ คลื่นความถี่สูงและแรงดันไฟฟ้าแรงสูงในนิวยอร์ก และโคโลราโดสปริงซ์, สิทธิบัตรของอุปกรณ์และทฤษฎีที่ใช้ในการสร้างวิทยุสื่อสาร, การทดลอง X-ray ของเขา, เขายังเป็นผู้คิดค้นตัวกำเนิดสัญญาน (oscillator) หลากหลายรูปแบบอีกด้วย และยังมีโครงการ Wardenclyffe Tower ซึ่งเป็นความพยายามในการส่งสัญญาณไร้สายข้ามทวีป แต่โชคร้ายที่โครงการนี้ไม่ประสบความสำเร็จ แม้เทสลาจะเป็นผู้คิดค้นสัญญาณวิทยุ การค้นพบหลักการสนามแม่เหล็กไฟฟ้า แต่ผลงานที่ทำให้เขาเป็นที่รู้จักกันดีคือ “การค้นคว้าพัฒนาไฟฟ้ากระแสสลับ” ซึ่งในขณะนั้นมีการแข่งขันกับไฟฟ้ากระแสตรงที่ถูกพัฒนาขึ้นมาจากนักวิทยาศาสตร์ชื่อดังที่มีชื่อว่า โทมัส เอดิสัน แต่ในที่สุดไฟฟ้ากระแสสลับก็ได้รับความนิยมมากกว่า เพราะเกิดการสูญเสียในการส่งกระแสไฟฟ้าในระยะทางไกลน้อยกว่า


เทสลา นักวิทยาศาสตร์ ผู้ไขปริศนาไฟฟ้ากระแสสลับ
นิโคลา เทสลา ถือเป็นวิศวกรที่สร้างนวัตกรรมล้ำยุคที่ยิ่งใหญ่ที่สุดคนหนึ่งในปลายคริสต์ศตวรรษที่ 19 และต้นคริสต์ศตวรรษที่ 20 สิทธิบัตรและผลงานเชิงทฤษฎีต่างๆของเขา กลายเป็นพื้นฐานของระบบไฟฟ้ากระแสสลับที่สำคัญ ได้แก่ ระบบจ่ายกำลังหลายเฟส และมอเตอร์ไฟฟ้ากระแสสลับ ซึ่งถือว่าเขาเป็นนักวิทยาศาสตร์ ที่มีส่วนผลักดัน และมีส่วนสำคัญในการปฏิวัติวงการอุตสาหกรรมครั้งที่สองของโลก ก็ว่าได้

โทมัส อัลวา เอดิสัน (Thomas Alva Edison)

เอดิสัน นักวิทยาศาสตร์ ผู้ให้แสงสว่างแก่โลก

นักวิทยาศาสตร์โลก

โทมัส อัลวา เอดิสัน เกิดเมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1847 ที่เมืองมิลาน มลรัฐโอไฮโอ ประเทศสหรัฐอเมริกา ได้เสียชีวิตลงลงเมื่อวันที่ 18 ตุลาคม ค.ศ. 1931 (พ.ศ. 2474) ด้วยวัย 84 ปี บิดาของเขาชื่อว่า แซมมวล เอดิสัน (Samuel Edison) ประกอบธุรกิจในประเทศแคนาดา และได้เข้าร่วมกับขบวนการต่อต้านรัฐบาล เมื่อฝ่ายต่อต้านพ่ายแพ้เขาจึงต้องลี้ภัยการเมืองมาอยู่ที่ประเทศสหรัฐอเมริกา และได้ทำธุรกิจเกี่ยวกับไม้แปรรูปทุกชนิด เขาเป็นลูกคนที่ 7 และคนสุดท้าย โดยตัวเอดิสันเองมีเชื้อสายดัตช์ เป็นนักวิทยาศาสตร์ ผู้เป็นเจ้าของสิทธิบัตรสิ่งประดิษฐ์มากมาย ที่เราได้รู้จักและใช้กันในชีวิตประจำวันมากกว่า 1,000 ชิ้น โดยเฉพาะการคิดค้นหลอดไฟที่เป็นผลงานชิ้นโบว์แดง แม้ว่าเขาจะมีปัญหาเรื่องการเรียนรู้ทำให้อ่านหนังสือไม่ออกจนกระทั่งอายุ 12 ปี และยังบกพร่องเรื่องการฟังหลังประสบอุบัติเหตุบนรถไฟก็ตาม
เอดิสัน นักวิทยาศาสตร์ ผู้ให้แสงสว่างแก่โลก
สำหรับช่วงวัยเด็กของนักวิทยาศาสตร์คนนี้ เขาได้เรียนในโรงเรียนเล็กๆในโบสถ์แห่งหนึ่ง ซึ่งมีนักเรียนเพียง 48 คน มีครูเพียงสองคนคือ นายเอ็งเกิล และนางเอ็งเกิล (Engle) แต่ด้วยความที่เอดิสันมีมีนิสัยชอบสนใจในสิ่งรอบตัว ไม่ใช่เพียงเนื้อหาคร่ำครึในตำราเท่านั้น สิ่งที่เขาสนใจถามครูจึงไม่ใช่เรื่องที่ครูสอน แต่เป็นเรื่องนอกตำรา นายและนางเอ็งเกิล จึงมักเรียกเขาว่าเป็นเด็กที่หัวขี้เลื่อย เมื่อมารดาทราบเรื่อง จึงไปพูดคุยกับครูที่โรงเรียน หลังการพูดคุยในครั้งนั้นทำให้เอดิสันต้องออกจากโรงเรียน และมารดาของเขาจึงเป็นผู้สอนเอดิสันด้วยตนเอง หลังจากเข้าโรงเรียนได้ 3 เดือนเท่านั้น เอดิสัน ชื่นชอบหนังสือนอกเวลาเล่มหนึ่ง ซึ่งมีภาพและเนื้อหาการทดลองทางวิทยาศาสตร์ที่ผู้อ่านสามารถทดลองเองได้ เขามีความสนใจที่จะทำการทดลองในหนังสือมาก พ่อและแม่ของเขาจึงได้สร้างห้องใต้ดินเพื่อให้เอดิสันได้ทำการทดลองต่างๆ ในหนังสือ และเขาก็ได้ทำการทดลองมากมายในห้องใต้ดินแห่งนั้น แต่สำหรับชีวิตส่วนตัวของเอดิสันแล้ว เขาเป็นเด็กที่มีปัญหาด้านการได้ยิน ซึ่งเป็นผลมาจากไข้ดำแดงที่เขาเป็นในช่วงวัยเด็กและไม่ได้รับการรักษาอย่างถูกวิธี ทำให้หูชั้นในของเขาติดเชื้อ จนเกือบทำให้หูหนวก ต่อมาในขณะที่เขาได้ทำการทดลองทางวิทยาศาสตร์ภายในรถไฟ จนทำให้เกิดเพลิงไหม้ เขาจึงถูกพนักงานรถไฟตบเข้าที่หู เป็นเหตุทำให้หูเขาไม่ได้ยินอะไรเลย หนำซ้ำยังถูกโยนออกมาจากรถไฟ พร้อมกับเครื่องมือทดลองทางวิทยาศาสตร์ และสารเคมีต่างๆ ของเขา ซึ่งเหตุการณ์ในครั้งนั้น เขาได้บอกกับผู้อื่นว่า ที่หูของเขามีปัญหาก็เนื่องมาจากเขาได้ร่วมงานกับพนักงานรถไฟในการขับเคลื่อนตัวรถ แต่พนักงานรถไฟดึงหูของเขาทำให้เขาประสบอุบัติเหตุดังกล่าว


สำหรับนักวิทยาศาสตร์ที่มีชื่อว่า “โทมัส เอดิสัน” มักจะถูกคนเข้าใจผิดคิดว่าเป็นผู้คิดค้นหลอดไฟ แต่ในความเป็นจริงไม่ใช่อย่างนั้นครับ เขาเป็นเพียงบุคคลแรกที่ได้จดสิทธิบัตรในการประดิษฐ์หลอดไฟจากนักวิทยาศาสตร์กว่า 20 คนในยุคนั้น ที่คิดค้นประดิษฐ์หลอดไฟ และนำมาทำเป็นธุรกิจได้ อีกทั้งยังได้เป็นหนึ่งในผู้ก่อตั้งบริษัทเจเนอรัลอิเล็กทริก (General Electric) บริษัทเครื่องใช้ไฟฟ้าขนาดใหญ่ของโลก และก่อตั้งอีกหลายบริษัทในด้านไฟฟ้า หนึ่งในบริษัทของเอดิสัน ยังเป็นผู้คิดค้นเก้าอี้ไฟฟ้าสำหรับประหารชีวิตนักโทษอีกด้วย 

ชาลส์ ดาร์วิน (Charles Robert Darwin)

ชาลส์ ดาร์วิน นักวิทยาศาสตร์ และนักธรรมชาติวิทยาผู้ยิ่งใหญ่ของโลก

สุดยอดนักวิทยาศาสตร์โลก

สำหรับนักวิทยาศาสตร์ที่มีชื่อว่า “ชาลส์ โรเบิร์ต ดาร์วิน” ผู้ซึ่งไขปริศนาเกี่ยวกับวิวัฒนาการของสัตว์โลก เกิดเมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธุ์ ค.ศ. 1809 – 19 เมษายน ค.ศ. 1882 ความสนใจเกี่ยวกับธรรมชาติตั้งแต่วัยเด็กทำให้ดาร์วินไม่ได้สนใจการศึกษาวิชาแพทย์ในมหาวิทยาลัยเอดินเบอระเลย แม้แต่นิดเดียว แต่เขากลับหันไปชื่นชอบการตรวจสอบสัตว์น้ำที่ไม่มีกระดูกสันหลังแทน และในขณะที่เขาได้ศึกษาที่มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ ก็ได้ช่วยกระตุ้นให้เขาเกิดความหลงใหลในวิทยาศาสตร์ธรรมชาติมากขึ้น ด้วยการเดินทางออกไปยังท้องทะเลเป็นเวลากว่า 5 ปีกับเรือบีเกิล (HMS Beagle) และโดยเฉพาะการเฝ้าสำรวจที่หมู่เกาะกาลาปากอส มันเป็นทั้งแรงบันดาลใจ และเป็นฐานข้อมูลจำนวนมาก ซึ่งสิ่งต่างๆเหล่านั้น เขาได้นำมาใช้ในทฤษฎีของเขา ผลงานตีพิมพ์เรื่อง การผจญภัยกับบีเกิล (The Voyage of the Beagle) ทำให้เขามีชื่อเสียงในฐานะนักเขียนคนหนึ่งด้วย


ชาลส์ ดาร์วิน นักวิทยาศาสตร์ และนักธรรมชาติวิทยาผู้ยิ่งใหญ่ของโลก
ชาลส์ ดาร์วิน เป็นนักธรรมชาติวิทยาชาวอังกฤษ ผู้ที่ได้ปฏิวัติความเชื่อเดิม ๆ เกี่ยวกับที่มาของสิ่งมีชีวิต และได้นำเสนอทฤษฎีซึ่งเป็นทั้งรากฐานของทฤษฎีวิวัฒนาการสมัยใหม่ และหลักการพื้นฐานของกลไกการคัดเลือกโดยธรรมชาติ (natural selection) ดาร์วินได้ตีพิมพ์ความคิดเห็นของเขาในปี ค.ศ. 1859 ในหนังสือชื่อ “The Origin of Species (กำเนิดของสรรพชีวิต) ซึ่งเป็นผลงานที่มีชื่อเสียงที่สุดของเขา และผลงานชิ้นนี้ได้ปฏิเสธแนวคิดทางวิทยาศาสตร์ทั้งหมดที่เคยมีมาก่อนหน้านี้เกี่ยวกับการกลายพันธุ์ของสปีชีส์ จนกระทั่งในช่วงคริสต์ทศวรรษ 1870 สมาคมนักวิทยาศาสตร์และประชาชนส่วนมาก จึงยอมรับทฤษฎีวิวัฒนาการของเขา แต่อย่างไรก็ดียังมีคำอธิบายที่เป็นไปได้ทางอื่นๆ อีก และยังไม่มีการยอมรับทฤษฎีนี้เป็นเอกฉันท์ ว่าเป็นกลไกพื้นฐานของวิวัฒนาการ ตราบจนกระทั่งเกิดแนวคิดการสังเคราะห์วิวัฒนาการยุคใหม่ (modern evolutionary synthesis) ขึ้นในช่วงคริสต์ทศวรรษ 1930-1950 การค้นพบของดาร์วินยังถือเป็นรูปแบบการรวบรวมทางทฤษฏีของศาสตร์เกี่ยวกับชีวิต ที่อธิบายถึงความหลากหลายทางชีวภาพของสิ่งมีชีวิต ซึ่งจนกระทั่งยุคปัจจุบัน ทฤษฎีที่นักวิทยาศาสตร์ธรรมชาติคนนี้คิดค้นขึ้นก็ยังเป็นที่ถกเถียงกันอยู่ เพราะมีทั้งคนที่ยอมรับและโต้แย้งในเวลาเดียวกัน โดยดาร์วินได้เขียนหนังสือเกี่ยวกับวิวัฒนาการของสัตว์ต่าง ๆ ขึ้นมา ซึ่งอ้างว่าสัตว์ทั้งหลาย จะปรับสภาพร่างกายเพื่อให้เข้ากับการใช้ชีวิตและสภาพแวดล้อมทำให้มีลักษณะเปลี่ยนแปลงไปเรื่อย ๆ จนกระทั่งกลายเป็นวิวัฒนาการ ถึงแม้ในปัจจุบันเขาจะได้รับยกย่องเป็นนักวิทยาศาสตร์ที่มีอัจฉริยภาพคนหนึ่ง แต่อีกมุมหนึ่งก็ยังมีผู้ที่ปฏิเสธแนวคิดของเขาอยู่เช่นกัน

อัลเบิร์ต ไอสไตน์ (Albert Einstein)

อัลเบิร์ต ไอสไตน์ นักวิทยาศาสตร์ ผู้เสนอทฤษฎีสัมพัทธภาพ

สุดยอดนักวิทยาศาสตร์โลก

หากเอ่ยชื่อนักวิทยาศาสตร์ ที่มีชื่อเสียงของโลกคนนี้แล้ว คงไม่มีใครที่ไม่รู้จัก “อัลเบิร์ต ไอสไตน์” สุดยอดนักวิทยาศาสตร์ชาวเยอรมันเชื้อสายยิว ซึ่งเกิดเมื่อวันที่ 14 มีนาคม ค.ศ. 1879 ตรงกับ พ.ศ. 2422 และได้เสียชีวิตลง เมื่อวันที่ 18 เมษายน ค.ศ. 1955 ซึ่งตรงกับ พ.ศ. 2498 ด้วยโรคหัวใจ ในขณะที่มีอายุ 77 ปี
อัลเบิร์ต ไอสไตน์ (Albert Einstein)
สำหรับนักวิทยาศาสตร์ระดับหัวกะทิคนนี้ ถึงแม้เขาจะเป็นหนึ่งในนักวิทยาศาสตร์ที่เก่งกาจ ฉลาดทางด้านความคิด ที่คนทั่วโลกรู้จักกันอย่างแพร่หลายในปัจจุบัน แต่อันที่จริงแล้วเขาเคยเป็นเด็กที่มีปัญหาเรื่องการเรียนรู้มาก่อนครับ คือตั้งแต่เด็กเขาไม่สามารถพูดได้ จนกระทั่งอายุ 3 ขวบ และเพิ่งอ่านหนังสือออกเมื่ออายุ 8 ขวบนั่นเอง จนแทบไม่มีใครคาดคิดว่า เขาจะกลายเป็นนักวิทยาศาสตร์ ที่ประสบความสำเร็จได้มากขนาดที่คิดค้นสิ่งประดิษฐ์ต่าง ๆ รวมถึงสร้างทฤษฎีใหม่ ๆ ไห้แก่โลกมากมาย โดยเฉพาะผลงานชิ้นโบว์แดงที่เลื่องชื่อ เช่น “ทฤษฎีทฤษฎีสัมพัทธภาพพิเศษ” ที่อธิบายคร่าวๆว่า เราทุกคนจะมองเห็นอัตราความเร็วแสงได้ในระยะเท่ากัน และ “ทฤษฎีสัมพัทธภาพทั่วไป” ซึ่งเป็นทฤษฎีที่อธิบายถึงกฎแรงโน้มถ่วงในเชิงเรขาคณิต ซึ่งทำให้นักวิชาการหลายคนจับตามอง จนทำให้เขาได้รับรางวัลโนเบลในที่สุด

อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ ได้ตีพิมพ์ผลงานทางวิทยาศาสตร์มากกว่า 300 ชิ้น และผลงานอื่นๆ ที่ไม่ใช่วิทยาศาสตร์อีกกว่า 150 ชิ้น จนกระทั่งในปี พ.ศ. 2542 นิตยสารไทมส์ ยกย่องให้เขาเป็น "บุรุษแห่งศตวรรษ" และยังเป็นนักวิทยาศาสตร์ที่ทั่วโลกให้การยอมรับกันอย่างกว้างขวาง ยกย่องให้เขาเป็นนักวิทยาศาสตร์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในคริสต์ศตวรรษที่ 20


อัลเบิร์ต ไอสไตน์ เป็นนักวิทยาศาสตร์ที่มีส่วนร่วม ในการพัฒนากลศาสตร์ควอนตัม สถิติกลศาสตร์ และจักรวาลวิทยา เขาได้รับรางวัลโนเบลสาขาฟิสิกส์ในปี พ.ศ. 2464 จากการอธิบายปรากฏการณ์โฟโตอิเล็กทริก และจาก "การทำประโยชน์แก่ฟิสิกส์ทฤษฎี" หลังจากที่ไอน์สไตน์ค้นพบทฤษฎีสัมพัทธภาพทั่วไป ในปี พ.ศ. 2458 เขาก็กลายเป็นนักวิทยาศาสตร์ ผู้ที่มีชื่อเสียงอย่างมาก และในปีต่อ ๆ มา ชื่อเสียงของเขาได้ขยายออกไปมากกว่านักวิทยาศาสตร์คนอื่น ๆ ในประวัติศาสตร์โลก และท้ายที่สุด นักวิทยาศาสตร์ที่ชื่อว่า “อัลเบิร์ต ไอสไตน์”  ก็ได้กลายมาเป็นแบบอย่างของความฉลาด ความอัจฉริยะ ความนิยมในตัวของเขา ทำให้มีการใช้ชื่อของ “ไอน์สไตน์” ในการโฆษณา หรือแม้แต่การจดทะเบียนชื่อ "อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์" ให้เป็นเครื่องหมายการค้าอีกด้วย

มารี กูรี (Marie Curie)

มารี กูรี สุดยอดนักวิทยาศาสตร์ชาวโปแลนด์

สุดยอดนักวิทยาศาสตร์โลก

สำหรับนักวิทยาศาสตร์ที่มีชื่อเสียงระดับโลก ที่จะแนะนำให้รู้จักในวันนี้ มีชื่อว่า “มารี กูรี” เป็นนักวิทยาศาสาตร์ชาวโปแลนด์ เกิดเมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน พ.ศ. 2410 ที่เมืองวอร์ซอ เขตวิสทูลา จักรวรรดิรัสเซีย ซึ่งในปัจจุบันเป็นประเทศโปแลนด์ เป็นบุตรของบรอนีซวอวา กับวอดิสวอฟ ซกวอดอฟสกา บิดาเป็นครูสอนวิทยาศาสตร์ และบิดาก็มักจะพาเธอมาที่ห้องแลปเสมอ จึงทำให้เธอสนใจวิชาด้านวิทยาศาสตร์มาตั้งแต่เด็ก

มารี กูรี สุดยอดนักวิทยาศาสตร์ชาวโปแลนด์
มารี กูรี เป็นคนที่สนใจและใส่ใจ ชอบศึกษาค้นคว้าทางด้านวิทยาศาสตร์มาตั้งแต่เด็ก แต่หลังจากที่ได้จบการศึกษาระดับตอนต้นแล้ว เธอกับพี่สาวก็ทำงานด้วยการเป็นครูสอนเด็กอนุบาล แต่ทั้งสองก็มีความหวังที่อยากจะไปเรียนต่อที่ฝรั่งเศส แต่ด้วยขัดสนเรื่องเงินทอง เธอจึงไห้บรอนยา ซึ่งเป็นพี่สาวของเธอไปเรียนต่อด้านแพทยศาสตร์ก่อน พอจบแล้วค่อยส่งเสียเธอเรียนต่อด้านวิทยาศาสตร์ต่อไป จนกระทั่งพี่สาวของเธอเรียนจบออกมามา เธอจึงได้ไปเรียนต่อที่มหาวิทยาลัยปารีสตามที่คาดหวังเอาไว้ แต่ด้วยเงินอันน้อยนิดจากพี่สาว จึงไม่พอต่อค่าใช้จ่ายในการเรียน เธอจึงต้องดิ้นรนหางานทำ จนได้เป็นผู้ช่วยในห้องปฏิบัติการทางเคมี ของ ปิแอร์ กูรี จนทั้งสองแต่งงานมีลูกด้วยกัน แต่ ปิแอร์ เสียชีวิตก่อนจากอุบัติเหตุรถม้าชน ระหว่างที่เธอเรียนไปและทำงานไป เธอก็มุ่งมั่นศึกษาและทำการทดลองวิทยาศาสตร์ไปเรื่อยๆ จนมาพบรังสี “แร่ธาตุเรเดียม” โดยได้มาจาก “แร่พิทช์เบลน” ที่เป็นออกไซต์ชนิดหนึ่ง ซึ่งสามารถแผ่กระจายรังสีได้ เธอจึงได้เพียรพยายามทดลอง ในการสกัดแร่ชนิดต่างๆ มาหลายปี จนมาพบรังสีดังกล่าว ทำให้เธอได้รับปริญญาเอก ในการค้นพบแร่ธาตุเรเดียม จนในปี พ.ศ. 2445 (ค.ศ. 1902) เธอก็สามารถสกัดแร่เรเดียมให้บริสุทธิ์ได้ เรียกว่า “เรเดียมคลอไรด์” ที่สามารถแผ่รังสีได้มากกว่ายูเรเนียมถึง 2,000,000 เท่า มีคุณสมบัติพิเศษคือ สามารถให้แสงสว่าง และความร้อนได้ และเมื่อแร่นี้แผ่รังสีไปถูกวัตถุอื่น วัตถุนั้นจะเปลี่ยนสภาพเป็นธาตุกัมมันตรังสี และสามารถแผ่รังสีได้เช่นเดียวกันกับแร่เรเดียม จนทำให้เธอได้รับรางวัลโนเบล ในเวลาต่อมา 

กาลิเลโอ กาลิเลอี (Galileo Galilei)

กาลิเลโอ บิดาแห่งวิทยาศาสตร์สมัยใหม่

สุดยอดนักวิทยาศาสตร์โลก

สำหรับนักวิทยาศาสตร์ ผู้ที่ได้รับฉายาว่า "บิดาแห่งวิทยาศาสตร์ยุคใหม่" คนนี้ เกิดเมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1564 (พ.ศ. 2107) ที่ประเทศอิตาลี และได้มีชีวิตอยู่จนอายุ 77 ปี จนกระทั่งเสียชีวิตลงเมื่อวันที่ 8 มกราคม ค.ศ. 1642 (พ.ศ. 2185) โดยเขาเป็นนักวิทยาศาสตร์ผู้ที่สร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับแนวคิดของวิทยาศาสตร์ยุคก่อนอย่างสิ้นเชิง ด้วยการยึดมั่นในทฤษฎีของตัวเองที่ว่า ดาวเคราะห์เป็นฝ่ายหมุนรอบดวงอาทิตย์ ซึ่งความคิดนี้ได้ขัดแย้งกับความเชื่อของชาวคริสต์ในสมัยก่อน ที่สนับสนุนทฤษฎีของอริสโตเติล ที่เชื่อว่าดวงอาทิตย์และดวงจันทร์เป็นฝ่ายหมุนรอบโลก ประเด็นนี้เองทำให้นักวิทยาศาสตร์คนนี้ ถูกห้ามไม่ให้สอนนักเรียนของเขาเกี่ยวกับทฤษฎีนี้อีก มิฉะนั้นจะถูกจับเผาทั้งเป็น เขาจึงได้คิดประดิษฐ์กล้องโทรทรรศน์ขึ้นมาด้วยตัวเอง เพื่อที่จะทำการศึกษาเพิ่มเติม และเพื่อพิสูจน์ให้โลกได้รับรู้ว่าทฤษฎีของเขาเป็นความจริง  

กาลิเลโอ บิดาแห่งวิทยาศาสตร์สมัยใหม่
กาลิเลโอ เป็นทั้งนักฟิสิกส์ นักคณิตศาสตร์ นักดาราศาสตร์ และนักปรัชญาชาวทัสกันหรือชาวอิตาลี ซึ่งมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในการปฏิวัติวงการวิทยาศาสตร์ ผลงานของกาลิเลโอมีมากมาย งานที่โดดเด่นเช่นการพัฒนาเทคนิคของกล้องโทรทรรศน์ และผลสังเกตการณ์ทางดาราศาสตร์ที่สำคัญจากกล้องโทรทรรศน์ที่พัฒนามากขึ้น งานของเขาช่วยสนับสนุนแนวคิดของโคเปอร์นิคัสอย่างชัดเจนที่สุด กาลิเลโอได้รับขนานนามว่าเป็น บิดาแห่งดาราศาสตร์สมัยใหม่ บิดาแห่งฟิสิกส์สมัยใหม่ บิดาแห่งวิทยาศาสตร์ และ บิดาแห่งวิทยาศาสตร์ยุคใหม่ งานศึกษาด้านดาราศาสตร์ที่สำคัญของกาลิเลโอได้แก่ การใช้กล้องโทรทรรศน์สังเกตการณ์คาบปรากฏของดาวศุกร์ การค้นพบดาวบริวารของดาวพฤหัสบดี ซึ่งต่อมาตั้งชื่อเป็นเกียรติแก่เขาว่า ดวงจันทร์กาลิเลียน รวมถึงการสังเกตการณ์และการตีความจากการพบจุดดับบนดวงอาทิตย์ กาลิเลโอยังมีผลงานด้านเทคโนโลยีและวิทยาศาสตร์ประยุกต์ซึ่งช่วยพัฒนาการออกแบบเข็มทิศอีกด้วย

หลุยส์ ปาสเตอร์ (Louis Pasteur)

หลุยส์ ปาสเตอร์  นักจุลชีววิทยาชาวฝรั่งเศส

สุดยอดนักวิทยาศาสตร์โลก

หลุยส์ ปาสเตอร์ เป็นนักวิทยาศาสตร์ เป็นนักเคมี และนักจุลชีววิทยาเชื้อสายฝรั่งเศส เกิดเมื่อวันที่ 27 ธันวาคม ค.ศ. 1822 (พ.ศ. 2365) และได้เสียชีวิตลงเมื่อวันที่ 28 กันยายน ค.ศ. 1895 (พ.ศ. 2438) ด้วยวัย 72 ปี ซึ่งนักวิทยาศาสตร์คนนี้ ถือว่าเป็นนักวิทยาศาสตร์ที่มีอุปการคุณต่อโลกอย่างมาก เพราะเขาเป็นผู้คิดค้นวิธีรักษาโรคต่าง ๆ เอาไว้มากมาย เช่น โรคพิษสุนัขบ้าและโรคแอนแทร็คซ์ และยิ่งไปกว่านั้น นักวิทยาศาสตร์ท่านนี้ ยังช่วยทำให้คนในยุคปัจจุบันได้สะดวกสบายมากขึ้น จากการคิดค้นวิธีพาสเจอร์ไรซ์ หรือการฆ่าเชื้อโรคและถนอมอาหาร ให้เราได้เก็บอาหารไว้รับประทานได้นานขึ้นอีก

หลุยส์ ปาสเตอร์  นักจุลชีววิทยาชาวฝรั่งเศส
หลุยส์ ปาสเตอร์ เป็นผู้ไขปริศนาให้ชาวโลกรู้ว่า การเน่าและการหมักเกิดจากเชื้อโรคหรือจุลินทรีย์บางชนิด โดยที่เขาได้ค้นพบปรากฏการณ์นี้ ในระหว่างกำลังศึกษาว่า เหตุใดเหล้าองุ่นจึงเสียรสขณะบ่ม แต่เมื่อนำเหล้าองุ่นไปอุ่นให้ร้อนแล้ว จึงจะป้องกันไม่เหล้าองุ่นกลายเป็นน้ำส้มสายชูได้ ซึ่งการกระทำลักษณะนี้ ต่อมาได้พัฒนาเป็นการฆ่าเชื้อด้วยวิธีปาสเตอร์ (Pasteurization) การค้นพบนี้ทำให้สาขาวิชาจุลชีววิทยาโดดเด่นก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว และสำหรับการทดลองที่มีชื่อเสียงของปาสเตอร์เมื่อปี พ.ศ. 2424 ที่พิสูจน์ให้เห็นว่าแกะและวัวที่ได้รับการฉีด วัคซีนที่ทำจากเชื้อจุลินทรีย์บาซิลไล ซึ่งเป็นเป็นสมมติฐานของโรคแอนแทรค ที่ถูกทำให้อ่อนจางลงของเขา สามารถต่อสู้กับโรคระบาดที่มีอันตรายต่อสัตว์หรือที่เรารู้จักคือ “โรคแอนแทรค” ดังกล่าวได้ โดยไม่ติดโรคอีกเลย ต่อมาในปี พ.ศ. 2431 สถาบันปาสเตอร์ได้รับการจัดตั้งขึ้นในกรุงปารีส เพื่อต่อสู้กับโรคพิษสุนัขบ้า ซึ่งปาสเตอร์ได้ทำงานประจำในสถาบันนี้จนถึงแก่กรรม และในปัจจุบันสถาบันปาสเตอร์ ยังคงเป็นสถาบันวิจัยที่มีชื่อเสียงที่สุดในโลกที่ยังคงทำงานวิจัยงานด้านจุลชีววิทยาต่อไป รวมทั้งการค้นพบเชื้อไวรัสเอชไอวี ซึ่งเป็นสาเหตุของโรคภูมิคุ้มกันบกพร่องหรือเอดส์ ที่กำลังระบาดในยุคปัจจุบันอีกด้วย

เซอร์ไอแซก นิวตัน (Sir Isaac Newton)

เซอร์ไอแซก นิวตัน ผู้ไขปริศนากฎแรงโน้มถ่วงของโลก

สุดยอดนักวิทยาศาสตร์โลก

หากเอ่ยชื่อนักวิทยาศาสตร์ท่านนี้แล้ว คงไม่มีใครที่ไม่รู้จัก สำหรับผลงานชิ้นโบว์แดงที่มีชื่อว่า “กฎแรงโน้มถ่วงของโลก” และเป็นที่แน่นอนว่าในบรรดานักวิทยาศาสตร์ระดับหัวกะทิที่เก่ง ๆ ทั้งหลายในโลกนี้ จะขาดนักวิทยาศาสตร์ชาวอังกฤษ ผู้มีชื่อเสียงทางด้านฟิสิกส์ ที่มีชื่อว่า “เซอร์ไอแซก นิวตัน” ไม่ได้อย่างเด็ดขาดครับ

เซอร์ไอแซก นิวตัน ผู้ไขปริศนากฎแรงโน้มถ่วงของโลก
สำหรับนักวิทยาศาสตร์ที่มีนามว่า “เซอร์ไอแซก นิวตัน” เกิดเมื่อวันที่ 25 ธันวาคม ค.ศ. 1642 หากเทียบกับปฏิทินไทย ก็ราวๆ พ.ศ. 2185 และในขณะเดียวกัน ท่านก็ได้เสียชีวิตลงในวันที่ 20 มีนาคม ค.ศ. 1727 หรือ ราวๆ พ.ศ. 2270 (ตามปฏิทินจูเลี่ยนของ จูเลียส ซีซาร์) ขณะที่อายุเพียง 46 ปี เท่านั้นเอง ซึ่งเป็นที่ยอมรับว่า ท่านเป็นนักวิทยาศาสตร์ ที่เป็นอัจฉริยะ มีความรอบรู้ ฉลาดและเก่งรอบด้าน เป็นที่ยอมรับทั้งในฐานะนักฟิสิกส์ นักนักดาราศาสตร์ คณิตศาสตร์ นักปรัชญา อีกทั้งยังเป็นนักเล่นแร่แปรธาตุต่างๆ และยังเป็นนักเทววิทยา สำหรับผลงานที่โดดเด่นและสร้างชื่อเสียงทำให้เป็นที่รู้จักของคนทั่วโลกของท่าน ก็คือ กฎการเคลื่อนที่ของนิวตัน และกฎแรงโน้มถ่วงสากล ที่ท่านคิดขึ้นมาได้เพราะเหตุบังเอิญ คือจากการสังเกตผลแอปเปิ้ลที่ตกจากต้น แล้วร่วงสู่ดินนั่นเอง และสุดท้าย เซอร์ไอแซก นิวตัน นักวิทยาศาสตร์ชื่อดังของโลกคนนี้ ยังได้รับยกย่องจากบรรดานักปราชญ์ และสมาชิกสมาคมต่างๆทั่วโลก ว่าเป็นหนึ่งในผู้ทรงอิทธิพลที่สุด ในประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติทั้งมวล 

Majlis al Jinn ถ้ำอาละดินแห่งโอมาน

Majlis al Jinn  ถ้ำอาละดินแห่งโอมาน

ถ้าอาละดินที่พิสูจน์ได้จริง แห่งโอมาน
Majlis al Jinn  ถ้ำอาละดินแห่งโอมาน
สถานที่แปลกที่สุดในโลก
สำหรับสถานที่แปลกที่สุดในโลกวันนี้ อยากให้คุณได้สัมผัสถ้ำแห่งเทพนิยายที่เรารู้จักกันดีในชื่อของ “อาละดินกับตะเกียงวิเศษ” ที่จะพาคุณไปสัมผัสและได้รู้จักกับสถานที่จริง ซึ่งอยู่ที่ประเทศโอมานนี่เองครับ

Majlis al Jinn  ถ้ำอาละดินแห่งโอมาน
Majlis al Jinn หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า “ถ้ำอาละดิน” ที่สามารถเห็นและพิสูจน์ได้จริง ถ้ำประหลาดและสุดแสนมหัศจรรย์ที่เห็นอยู่นี้แบ่งออกเป็นสองห้องใหญ่ และเรียกได้ว่าใหญ่ที่สุดในโลกเลยที่เดียวครับ โดยที่คุณสามารถผ่านเข้าไปในช่องเล็กๆได้ หรือหากคุณอยากทดสอบความกล้า ท้าทายความกลัวด้วยการโรยตัวลงมาจากปากถ้ำในความสูงประมาณ 150 เมตร ก็เชิญท้าทายและวัดใจตัวเองได้เลยครับ

ป่าสนประหลาดแห่งโปแลนด์

The Crooked Forrest ประเทศโปแลนด์
ป่าสนประหลาดแห่งโปแลนด์
ป่าสนประหลาดแห่งโปแลนด์
สถานที่แปลกที่สุดในโลก

ณ พื้นที่เล็กๆซึ่งอยู่ในท่ามกลางป่าทางตะวันตกของโปแลนด์ มีต้นสนแปลกประหลาดอยู่ประมาณ 400 ต้น ที่เจริญเติบโตขึ้นมาอย่างผิดรูปผิดร่างผิดลักษณะของต้นไม้ทั่วไป  คือต้นสนที่อยู่ในป่าพื้นที่เล็กๆแห่งนี้จะมีลักษณะโค้งงอเป็นตะขอดั่งภาพที่เห็นนี่แหละครับ และที่สำคัญมันยังคงเป็นปริศนาให้คนทั่วโลกได้พิศวงถึงทุกวันนี้
ป่าสนประหลาดแห่งโปแลนด์
ป่าสนแห่งนี้มีชื่อว่า ป่าที่ถูกทำให้โค้งงอ (Crooked Forest) ตั้งอยู่ในเมือง Szczecin ประเทศโปแลนด์ ภายในป่ามีต้นสนอยู่ประมาณ 400 ต้น ที่มีลำต้นส่วนล่างโค้งงอไปทางทิศเหนือ ที่ถูกล้อมรอบด้วยป่าที่เป็นต้นไม้ที่มีลำต้นตั้งตรงตามปกติ..มันน่าแปละมั๊ยล่ะครับ
สำหรับต้นสนเหล่านี้ถูกปลูกขึ้นมาในราวๆปี 1930 โดยน้ำมือมนุษย์ที่โดยทั่วไปจะปลูกประมาณ 7-10 ปี จะถูกโค่นเพื่อนำเนื้อไม้ไปใช้ประโยชน์ แต่ก็มีข้อกังขาอยู่ว่า “ทำไมต้นสนเหล่านี้จึงถูกเกษตรกรชาวโปแลนด์ทำให้โค้งงอ” เขามีวัตถุประสงค์อะไร..? หรือกระทำเช่นนี้เพื่ออะไร..? ยังคงเป็นปริศนาอยู่ทุกวันนี้ครับ

สำหรับป่าสุดแสนประหลาดที่เต็มไปด้วยต้นสนขนาดใหญ่ที่มีส่วนล่างของลำต้นโค้งเข้าด้านใน คือลำต้นของต้นสนเหล่านี้จะเริ่มโค้งเข้าก่อนที่มันจะเติบโตขึ้นตามปกติ และที่น่าสะพรึงกลัวยิ่งกว่านั้น ป่าสนแห่งนี้ยังมีความลี้ลับบางอย่างที่ทำให้คุณไม่อยากจะติดอยู่ในป่าแห่งนี้ยามค่ำคืนเป็นแน่..เลยทีเดียวครับ

เกาะบอร์เนียว เกาะที่ใหญ่อันดับ 3 ของโลก

The Temple Cave - เกาะบอร์เนียว ประเทศอินโดนีเซีย

เกาะที่ใหญ่เป็นอันดับ 3 ของโลก

สถานที่แปลกที่สุดในโลก

เกาะบอร์เนียว (อังกฤษ: Borneo) หรือ กาลีมันตัน (อินโดนีเซีย: Kalimantan) เป็นเกาะที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 3 ของโลก รองจากเกาะกรีนแลนด์ ซึ่งใหญ่เป็นอันดับ 1 และเกาะนิวกินี ใหญ่เป็นอันดับ 2 มีประเทศ 3 ประเทศอยู่ในเกาะบอร์เนียว คือ มาเลเซีย บรูไน อินโดนีเซีย อยู่บริเวณใจกลางกลุ่มเกาะมลายูและประเทศอินโดนีเซีย ในทางภูมิศาสตร์ เกาะบอร์เนียวเป็นส่วนหนึ่งของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มีทรัพยากรน้ำมันและก๊าซธรรมชาติมากที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และจุดสูงที่สุดของเกาะบอร์เนียว คือภูเขากีนาบาลูในรัฐซาบาห์ ประเทศมาเลเซีย มีความสูง 4,101 เมตร เหนือระดับน้ำทะเล

เกาะบอร์เนียว ล้อมรอบด้วยทะเลจีนใต้ทางทิศตะวันตกและตะวันตกเฉียงเหนือ ทะเลซูลูทางตะวันออกเฉียงเหนือ ทะเลเซเลบีสกับช่องแคบมากัสซาร์ทางตะวันออก และทะเลชวากับช่องแคบการีมาตาทางใต้ ส่วนดินแดนทางตะวันตกของเกาะบอร์เนียวได้แก่ คาบสมุทรมลายูและเกาะสุมาตรา ทางใต้ได้แก่ เกาะชวา ทางตะวันออกได้แก่ เกาะซูลาเวซีและหมู่เกาะโมลุกกะ ส่วนทางตะวันออกเฉียงเหนือได้แก่ หมู่เกาะฟิลิปปินส์เกาะบอร์เนียวเป็นที่รู้จักกันดีว่าเป็นสถานที่สุดอะเมซซิ่ง และมีถ้ำหินปูนขนาดใหญ่ ซึ่งหนึ่งในนั้นคือ ถ้ำบาตู (Batu Cave) ตั้งชื่อตามแม่น้ำบาตูที่ไหลผ่านเนินเขา หากเดินไปจนถึงใจกลางของภูเขา คุณจะได้สัมผัสกับวิหารสุดแปลกที่แฝงด้วยความลึกลับของวัดฮินดู บางทีอาจทำให้คุณนึกถึงภาพยนตร์เรื่องอินเดียนน่าโจนส์..เลยเชียวล่ะ

Neuschwanstein ปราสาทซินเดอเรลล่า - เยอรมัน

Neuschwanstein ปราสาทซินเดอเรลล่า - เยอรมัน

สถานที่แปลกที่สุดในโลก (ตำนานซินเดอเรลล่า)

ตำนานซินเดอเรลล่า  เป็นเทพนิยายปรัมปราที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างสูงทั่วทั้งโลก มีการดัดแปลงปรับเปลี่ยนเป็นรูปแบบต่างๆ มากมายกว่าพันครั้ง ซึ่งเนื้อเรื่องเกี่ยวกับเด็กสาวกำพร้าผู้หนึ่งที่อยู่ในอุปถัมภ์ของแม่เลี้ยงกับพี่สาวบุญธรรมสองคน แต่ถูกทารุณและใช้งานเยี่ยงทาส ต่อภายหลังจึงได้พบรักกับเจ้าเมืองหรือเจ้าชายผู้สูงศักดิ์ ตำนานซินเดอเรลล่ามีปรากฏในเทพนิยายหรือนิทานพื้นบ้านประเทศต่างๆ ทั่วทั้งโลกโดยมีชื่อของตัวเอกแตกต่างกันออกไป ทว่าฉบับที่มีชื่อเสียงที่สุดเป็นของนักเขียนชาวฝรั่งเศสชื่อ ชาร์ลส แปร์โรลต์ ในปี ค.ศ. 1697 ซึ่งอิงมาจากวรรณกรรมของ จิอัมบัตติสตา เบซิล เรื่อง La Gatta Cenerentola ในปี ค.ศ. 1634 ในเรื่องนี้ตัวเอกมีชื่อว่า เอลลา (Ella) แต่แม่เลี้ยงกับพี่สาวใจร้ายของเธอพากันเรียกเธอว่า ซินเดอเรลล่า (Cinderella) อันหมายถึง "เอลลาผู้มอมแมม" ซึ่งกลายเป็นชื่อเรียกเทพนิยายในโครงเรื่องนี้โดยทั่วไป
เพิ่มคำอธิบายภาพ
ซินเดอเรลล่า ยังได้รับการโหวตจากเด็กๆ กว่า 1,200 คนจากการสำรวจโดย cinema chain UCI เป็นเทพนิยายยอดนิยมอันดับหนึ่งในดวงใจ เมื่อปี ค.ศ. 2004 ผลสำรวจจากกูเกิล เทรนดส์ เมื่อปี ค.ศ. 2008 ก็พบว่า ซินเดอเรลล่า เป็นเทพนิยายที่ได้รับความนิยมและกล่าวถึงมากที่สุดในโลกอินเทอร์เน็ตด้วยครับ

 ปราสาทในตำนานแห่งซินเดอเรลล่าเยอรมัน
สำหรับปราสาทที่คุณเห็นอยู่นี้ เป็นพระราชวังสมัยศตวรรษที่ 19 ตั้งอยู่บนเนินเขาขรุขระทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ของบาวาเรีย ประเทศเยอรมัน ดูไปแล้วก็มีลักษณะเหมือนปราสาทในเทพนิยาย (ซินเดอเรลล่า) จึงนิยมเรียกพระราชวังแห่งนี้ว่า “Neuschwanstein ปราสาทซินเดอเรลล่า” พระราชวังแห่งนี้เปิดให้ประชาชนเข้าชม และเป็นสถานที่ถ่ายทำภาพยนตร์หลายต่อหลายเรื่อง และแม้จะเป็นปราสาทยุคกลางของลุดวิก (Ludwig) แต่หากเข้าไปภายในปราสาทก็จะพบกับเทคโนโลยีทันสมัยมากมายหลายอย่าง อีกทั้งยังมีห้องน้ำแสนสะอาด มีน้ำร้อน น้ำเย็น เรียกได้ว่า model แบบสุดๆกันเลยครับ

Igloo Village รีสอร์ทเรือนกระจกหนึ่งเดียวในโลก

Igloo Village รีสอร์ทเรือนกระจกหนึ่งเดียวในโลก

สถานที่แปลกที่สุดในโลก
Igloo Village รีสอร์ทเรือนกระจกหนึ่งเดียวในโลก
Igloo Village ที่คุณกำลังเยี่ยมชมอยู่ในขณะนี้ เรียกได้ว่ามีแค่หนึ่งเดียวในโลกก็ว่าได้ครับ เพราะ Igloo Village เป็นรีสอร์ทเพดานเรือนกระจกหนึ่งเดียวที่มีอยู่ในโลก มีเอกลักษณ์พิเศษที่ดึงดูดสายตานักท่องเที่ยวอยู่ที่เพดานกระจกที่สวยงาม และยิ่งตอนที่หิมะตกจะเป็นหนึ่งในความมหัศจรรย์ความแปลกใหม่มากที่สุดของรีสอร์ทแห่งนี้ นักท่องเที่ยวที่เข้ามาพักจะได้สัมผัสกับบรรยากาศความสงบสุขในการนอนหลับท่ามกลางละอองหิมะที่ปกคลุมทั่วทุกพื้นที่บนเตียงอันแสนอบอุ่น

Igloo Village รีสอร์ทเรือนกระจกหนึ่งเดียวในโลก
Igloo Village เป็นรีสอร์เรือนกระจก ตั้งอยู่อยู่ใกล้ Urho Kekkonen อุทยานแห่งชาติในฟินแลนด์ หมู่บ้านของแก้ว igloos โรงแรม Kakslauttanen นักท่องเที่ยวที่เข้าพักจะได้สัมผัสกับแสงเหนือทั้งหมดในขณะที่พักผ่อนอย่างสะดวกสบาย ภายในห้องพักของคุณจะมีกำแพงแก้วที่ใช้ความร้อนจากภายนอกสร้างความอบอุ่นสู่ภายใน ละอองแสงที่ลอดผ่านเพดานกระจกทำให้เกิดเป็นบรรยากาศผ่อนคลายแบบสบายๆ จึงเป็นสถานที่เหมาะสำหรับดูแสงเหนือ ซึ่งจัดอยู่ในหนึ่งสิ่งมหัศจรรย์ธรรมชาติอันดับเจ็ดของโลกเลยทีเดียวครับ