สถานการณ์เทคโนโลยี 4G ในบ้านเรา

ก้าวทัน เทคโนโลยี 4G

อ้างอิงจากหนังสือพิมพ์เดลินิวส์ (ฉบับวันที่ 16/09/57) เกี่ยวกับเทคโนโลยี 3G 4G อะไรประมาณนี้แหละครับ ถือโอกาสนำมาบอกเล่าต่อให้ฟัง ด้วยความน้อยใจที่เรายังใช้ 3G อยู่นั่นเอง เรื่องราวเป็นอย่างนี้ครับ

นายศุภชัย  เจียรวนนท์  กรรมการผู้จัดการใหญ่ และประธานคณะผู้บริหาร บริษัท ทรู คอร์เปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า กลุ่มทรูได้ลงนามเป็นพันธมิตรเชิงธุรกิจกับ บริษัท ไชน่า โมบาย  จากสาธารณรัฐประชาชนจีน โดยไชน่าโมบายจะเข้ามาลงทุนจำนวน 28,600 ล้านบาท ส่งผลให้มีศักยภาพในการดำเนินธุรกิจ และความแข็งแกร่งทางการเงินเพิ่มมากขึ้น โดยกลุ่มทรูจะนำเงินมาลงทุนที่ได้จำนวน 5.5 หมื่นล้านบาทไปชำระหนี้ธนาคารทั้งหมด ทำให้กลายเป็นบริษัทที่ปลอดหนี้ธนาคาร คงเหลือแต่หนี้หุ้นกู้เท่านั้นและจะช่วยลดภาระดอกเบี้ยได้ปีละ 4,000 ล้านบาท คาดว่า บริษัทจะเริ่มมีกำไรได้ในไตรมาสที่สี่ของปีนี้ และสามารถให้ผลตอบแทนแก่ผู้ถือหุ้นได้ในลำดับต่อไป ทั้งนี้จะมีการตั้งคณะกรรมการและคณะทำงานร่วมกัน เพื่อดำเนินการใน 6 ด้าน คือ

1. ผลิตภัณฑ์ บริการเสริม คอนเทนต์
2. ธุรกิจระหว่างประเทศ
3. โครงข่าย
4. การจัดซื้อดีไวซ์
5. จัดการซื้อทั่วไป
6. การพัฒนาบุคลากร  ซึ่งจะช่วยในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านไอซีทีของไทยและช่วยให้เศรษฐกิจของประเทศเติบโตมากขึ้นโดยไชน่าโมบายถือเป็นบริษัทสื่อสารระดับโลก ที่มีฐานลูกค้า มากกว่า 800 ล้านคนและเป็นผู้บกเบิกระบบ 4G และ 5G  ประสบการณ์เหล่านี้จะช่วยให้กลุ่มทรูนำมาปรับใช้ในการขยายโครงข่ายและบริการเพื่อนำเสนอกับลูกค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพศ๋ส่วนทางด้านของนายหรี่ เยว่  กรรมการบริหารและหัวหน้าคณะผู้บริหาร บริษัท ไชน่า โมบาย จำกัด กล่าวว่า มั่นใจในศักยภาพอุตสาหกรรมโทรคมนาคมของไทย  ซึ่งมีการขยายโครงข่ายได้อย่างรวดเร็วโดยเฉพาะในระบบ 3G และ 4G เป็นผลมาจากการทำงานร่วมกันของภาครัฐและเอกชนของไทย ความร่วมมือครั้งนี้จะเน้นในเรื่องธุรกิจระหว่างประเทศเนื่องจากปัจจุบันมีชาวจีนเดินทางมาท่องเที่ยวในไทยปีละ 4 ล้านคน และจะเพิ่มขึ้นเป็น 10 ล้านคนในอนาคต ที่มีนักท่องเที่ยวและนักธุรกิจของไทยเดินทางไปจีนจำนวนมากเช่นกัน นอกจากนี้ยังร่วมมือกันในการพัฒนา 4G  และระบบชำระเงินผ่านมือถือด้วย..สุดท้ายจะพัฒนาโครงข่ายกันอย่างไร ขอให้เห็นอกเห็นใจคนรายได้น้อย ช่วยลดค่าบริการรายเดือนลงหน่อยละกันนะครับ


ที่มา : เดลินิวส์ (ฉบับวันที่ 16/09/57)

เด็กหลอดแก้ว..เขาทำกันอย่างไร?

เทคโนโลยีเด็กหลอดแก้ว

สำหรับภาวการณ์มีบุตรยากในยุคปัจจบัน ได้กลายเป็นปัญหาใหญ่ของครอบครัวไปแล้ว ซึ่งมีผู้ประมาณว่า 1 ใน 6 ของคู่สมรสใหม่นี้ จะมีปัญหาการมีบุตรยาก ซึ่งเกิดจากหลายสาเหตุด้วยกัน เช่น การแต่งงานช้าลง หรือปัญหาทางสุขภาพของคู่สมรสนั่นเอง แต่ด้วยนวัตกรรมทางการแพทย์ที่เจริญก้าวหน้ามากยิ่งขึ้น ได้ช่วยเติมเต็มความสมบูรณ์ของครอบครัวยุคใหม่ ที่มีปัญหาเรื่องการมีลูกยากด้วยเทคโนโลยีที่เรียกว่า “การทำเด็กหลอดแก้ว” (In Vitro Fertilization) 

เด็กหลอดแก้ว
แพทย์หญิงสุชาดา มงคลชัยภักดิ์ สูตินรีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญจากศูนย์รักษาผู้มีบุตรยาก โรงพยาบาลพญาไท ศรีราชา  ได้อธิบายเกี่ยวกับเรื่องนี้ว่า เทคโนโลยีเรื่องการทำเด็กหลอดแก้วมีมานานแล้ว ซึ่ง ณ เวลานี้เด็กหลอดแก้วอายุก็ปาเข้าไป 40 ปีแล้ว สำหรับภาวะการณ์การมีลูกยากนั้นหมายความว่า แต่งงานกันอย่างน้อย 1 ปีแล้วยังไม่มีบุตรเอง แต่ถ้าผู้หญิงอายุเยอะหน่อยจะวัดที่ 6 เดือน ปัจจัยที่คู่สมรสมีลูกกันยาก ส่วนหนึ่งมาจากการเริ่มต้นครอบครัวช้า แต่งงานกันช้า เพราะสภาพสังคมที่เปลี่ยนแปลงไป ส่วนนาวทางการแก้ปัญหาการมีลูกยากมีอยู่ 3 วิธีใหญ่ๆ  คือ

1. วิธีทางธรรมชาติ กรณีที่คู่สมรสยังอายุน้อยๆ เราต้องตรวจการสาเหตุก่อนว่า ทำไมถึงมีลูกยาก ซึ่งถ้าตรวจแล้วไม่พบสิ่งผิดปกติ และคนไข้ยังมีเวลารอ เราจะแนะนำให้ใช้วิธีธรรมชาติ นับวันไข่ตกให้ถูกต้อง หรือควรมีเพศสัมพันธุ์ช่วงเวลาไหน

2. ใช้เทคนิคช่วย คือ การฉีดน้ำเข้าโพรงมดลูก โดยหลักการยังเป็นวิธีตามธรรมชาติ ที่คนไข้ท้องเองเพียงแต่ช่วยเพียงแต่ช่วยนับเวลาที่ไข่ตกให้แม่นยำมากขึ้น แล้วฉีดน้ำเชื้อเข้าไป

3. การทำเด็กหลอดแก้ว เป็นการผสมข้างนอกภายนอกร่างกาย ซึ่งมีหลักการทำคือ เอาไข่กับอสุจิมาผสมเอง ข้างนอกในห้องปฏิบัติการ เพื่อให้ได้ตัวอ่อนและเลี้ยงจนถึงระยะฝังตัว หรือระยะบลาสโตซีสต์ (Blastocyst) จากนั้นค่อยย้ายตัวอ่อนเข้าสู่มดลูกของมารดา

แพทย์หญิงสุชาดายังอธิบายให้ฟังถึงสาเหตุที่ทำเด็กหลอดแก้วแล้วไม่ติดหรือไม่ท้องว่า อาจเป็นเพราะตัวอ่อนผิดปกติ โครโมโซมไม่เป็น 23 คู่ ซึ่งอาจจะมีเกินหรือขาด ทำให้ยีนทำงานไม่ดี ฝังตัวอยู่ไม่นานก็แท้งวิธีการที่จะทำให้ได้ตัวอ่อนดีสมบูรณ์นั้น เราต้องวางแผนการรักษาการเก็บและเลี้ยงตัวอ่อนในห้องปฏิบัติการมีส่วนสำคัญอย่างมาก ซึ่งเราได้พัฒนาเทคนิคการแช่แข็งตัวอ่อนแบบผลึกแก้วซึ่งเป็นวิธีที่ตัวอ่อนมีโอกาสเจริญพัฒนาเป็นระยะบลาสโตซีสต์ได้สูง ไม่ต่างไปจากตัวอ่อนที่ไม่ได้ผ่านการแช่แข็ง และจากการเลือกตัวอ่อนที่ดีที่สุดจะถูกย้ายสู่มดลูกของผู้เป็นมารดา ซึ่งจะทำให้ท้องในครั้งแรกได้อย่างสมบูรณ์แบบที่สุด


อ้างอิงจาก : เดลินิวส์ (ฉบับวันพุธที่ 17 กันยายน 2557 หน้า 24) 
เครดิตภาพ : www.healthkonthai.com