รวมสุดยอดความรู้รอบตัว และความรู้รอบโลก


ความรู้รอบตัว และความรู้รอบโลก

1. ไดโนเสาร์สายพันธุ์อะไรใหญ่ที่สุดในโลก?

ไดโนเสาร์สายพันธุ์ที่ใหญ่ที่สุดคือ ไดโนเสาร์สายพันธุ์ ไซส์โมซอรัส (Seismosaurus) เป็นไดโนเสาร์ร่างยักษ์ที่มีความสูงถึง 50 เมตร หรือราวๆตึก 12 ชั้น ส่วนเรื่องของน้ำหนักคงไม่ต้องพูดถึง เพราะในขณะที่มันก้าวเดิน ถึงกับทำให้แผ่นดินสะเทือนคล้ายกับแผ่นดินไหวเลยทีเดียว และสายพันธุ์ได้โนเสาร์ที่เล็กที่สุดก็คือไดโนเสาร์สายพันธุ์ คอมพ์ซอกเนธัส (Compsognathus) เป็นไดโนเสาร์ที่มีขนาดลำตัวประมาณ 70 เซนติเมตร และมีน้ำหนักเพียง 3 กิโลกรัมเท่านั้น

2. มนุษย์เรารู้จักการใช้ไฟ ตั้งแต่เมื่อไร?

มนุษย์ในยุคโบราณกลัวไฟเป็นอย่างมาก เพราะพวกเขาเชื่อว่าไฟสามารถเผาผลาญทุกสิ่งทุกอย่างได้ ซึ่งจากหลักฐานในอดีตพอสรุปได้ว่า มนุษย์ปักกิ่งที่มีชีวิตอยู่เมื่อประมาณ 400,000 ปีที่แล้วเป็นมนุษย์ยุคแรกที่รู้จักใช้ไฟ พวกเขาใช้ไฟให้ความอบอุ่น ขับไล่สัตว์และให้ความสว่างตอนกลางคืน โดยที่ไม่ต้องหลบอยู่แต่ในถ้ำและเริ่มเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ เช่นการเลี้ยงสัตว์ สร้างบ้าน  และการเพาะปลูก 

3. เส้นขาวๆ ที่เห็นตามหลังเครื่องบิน เกิดจากอะไร?

ในขณะที่มีเครื่องบิน บินผ่านบนท้องฟ้า เรามักจะเห็นเส้นสีขาวๆ พาดอยู่ นั่นไม่ใช่ไอเสียที่เกิดจากเครื่องบิน แต่เป็นเกล็ดน้ำแข็งบนท้องฟ้า เหตุผลก็เพราะว่า  ในขณะที่เครื่องบิน บินอยู่บนฟ้า ก็มักจะปล่อยควัน ที่ร้อนระอุออกมาทางท่อไอเสีย ซึ่งควันที่ว่านี้จะมีไอน้ำปะปนอยู่ด้วย และเมื่อไอน้ำร้อนๆไปเจอกับอากาศเย็นจัดก็จะจับตัวกันเป็นเกล็ดน้ำแข็งขาวๆ ดังนั้น เส้นสีขาวๆที่เราเห็นพาดอยู่หลังเครื่องบินบนท้องฟ้าก็คือ เกล็ดน้ำแข็งนั่นเอง

4. ปรากฏการณ์ฟ้าแลบและฟ้าร้อง เกิดขึ้นได้อย่างไร?

อันที่จริงแล้วปรากฏการณ์ฟ้าแลบ เป็นปรากฏการณ์ที่เกิดจาการที่หยดน้ำหรือเกล็ดน้ำแข็งที่มีปริมาณมากที่ได้ตกลงมาเป็นฝนหรือลูกเห็บ แต่เมื่อมีปริมาณมากขึ้นก็จะเกิดการเสียดสีกัน ทำให้เกิดประจุไฟฟ้าขึ้นโดยประจุบวกจะอยู่ด้านบนของก้อนเมฆ ส่วนด้านล่างของก้อนเมฆจะเป็นประจุลบ เมื่อเมฆสองก้อนเคลื่อนที่เข้าใกล้กันก็จะเกิดการถ่ายเทประจุไฟฟ้าไปมา ทำให้เกิดเป็นแสงแวบขึ้น หรือที่เรียกว่า ฟ้าแลบ และในระหว่างที่เกิดการระเบิดทำให้มีเสียงดังสนั่นหวั่นไหว เราจึงได้ยินเป็นเสียงฟ้าร้องนั่นเอง

5. ทำไมในแต่ละปี มีจำนวนวันไม่เท่ากัน?

ทำไมบางปีมี 365 วัน แต่บางปีมี 366 วันล่ะ  จริงๆแล้ว 1 ปี มี 365.2422 วัน แต่การนับแบบนี้ยุ่งยากมากเราจึงตัดให้เหลือเพียง 365 วันและเศษที่เหลือนั้นก็เอามารวมกันโดย 4 ปีจะมีวันเพิ่มขึ้นอีก 1 วัน นั่นคือ วันที่ 29 กุมภาพันธ์ นั่นเอง ถ้าอยากรู้ว่าปีไหน มี 366 วันก็หาได้ง่ายๆ โดยให้เอาปีคริสต์ศักราชหารด้วย 4 ถ้าปีไหนหารได้ลงตัวก็จะมี 366 วันนั่นเอง

6. กล้องอินฟราเรด มองทะลุเสื้อผ้าได้อย่างไร?

แสงที่มองเห็นได้ คือแสงที่มนุษย์เราสามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า ส่วนรังสีอินฟราเรดเป็นแสงที่มีความยาวคลื่นมากกว่าที่ดวงตาของมนุษย์เราจะมองเห็น แต่สามารถทะลุผ่านวัตถุอย่างเช่นเสื้อผ้าเข้าไปได้ ในขณะที่แสงที่มีความยาวคลื่นสั้นๆไม่สามารถทำได้  เมื่อกล้องอินฟราเรดทะลุผ่านเสื้อผ้าเข้าไปกระทบกับผิวหนังของเรา ก็จะสะท้อนรังสีอินฟราเรดกลับออกมา  จะทำให้ได้ภาพของสิ่งที่อยู่ใต้เสื้อผ้าเป็นภาพขาวดำ  แต่ถ้าเสื้อผ้าที่ใส่อยู่นั้นไม่ใช่ผ้าไหมหรือผ้าไนลอนแล้ว รังสีอินฟราเรดก็ไม่สามารถส่องผ่านเข้าไปได้ง่ายๆ แต่การใช้กล้องรังสีอินฟราเรดแอบดูร่างกายผู้ของอื่นถือว่าเป็นเรื่องที่ผิดกฎหมาย และเป็นสิ่งที่ไม่ควรกระทำอย่ายิ่ง

7. แว่นที่มองเห็นในที่มืด เป็นอย่างไร?

แว่นอินฟาเรดหรือกล้องอินฟาเรด เป็นอุปกรณ์ของทหารหรือตำรวจที่จะต้องปฏิบัติภารกิจในที่มืดๆ ซึ่งกล้องที่ว่านี้ จะช่วยให้มองเห็นวัตถุในที่มืดได้ เพราะมันมีประสิทธิภาพในการจับความร้อนของสิ่งต่างๆ เช่น ความร้อนจากร่างกายของสิ่งมีชีวิต แต่ภาพที่ได้จะไม่เหมือนกับที่เรามองเห็นในที่มีแสงสว่างทั่วไป

8. ทำไมพายุ จึงมีชื่อเรียกที่แตกต่างกัน?

พายุที่เกิดขึ้นในภูมิภาคต่างๆ ก็มักจะมีชื่อเรียกที่แตกต่างกันออกไป เช่น ถ้าเกิดในมหาสมุทรแอตแลนติก แถบชายฝั่งเม็กซิโก จะเรียกว่า พายุเฮอริเคน  ถ้าเกิดในมหาสมุทรแปซิฟิกตอนใต้ในทวีปยุโรปจะเรียกว่า  วิลลี่    ถ้าเกิดในมหาสมุทรอินเดีย จะเรียกว่า ไซโคลน ส่วนพายุที่เกิดทางฝั่งตะวันตกของมหาสมุทรแปซิฟิก จะเรียกว่า พายุไต้ฝุ่น  และเนื่องจากพายุไต้ฝุ่นมักเกิดในแถบโซนร้อน จึงมีชื่อเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า พายุโซนร้อน  และนอกจากนี้พายุที่เกิดในภูมิภาคเดียวกัน แต่อาจจะมีความรุนแรงที่แตกต่างกันออกไป ก็จะมีชื่อเรียกที่แตกต่างกันออกไปด้วย

9. เพราะเหตุใด ไก่จึงกินก้อนกรวด?

ในบางครั้งเราจะสังเกตเห็นว่า นอกจากอาหารที่เราให้ตามปกติแล้ว ไก่ยังจิกกินก้อนกรวดเล็กๆเข้าไปด้วย ถึงแม้จะไม่ใช่อาหารของมันก็ตาม และไก่ที่ว่านี้ ก็ไม่มีฟันสำหรบเคี้ยวอาหารเหมือนสัตว์ทั่วไป แต่ไก่มีอวัยวะพิเศษที่เรียกว่า กึ๋น ซึ่งเป็นกระเพาะที่ 2 ทำหน้าที่ย่อยอาหารจากกระเพาะที่ 1 ด้านในกึ๋นจะประกอบด้วย ผนังที่มีกล้ามเนื้อหนาๆ ใช้บดอาหาร และยังมีก้อนกรวดที่ไก่กินเข้ามา เพื่อช่วยย่อยอาหารให้เป็นชิ้นเล็กๆนั่นเอง

10. การทักทายกันโดยการหอมแก้ม มีความเป็นมาอย่างไร?

บางคนเชื่อว่าการทักทายโดยการหอมแก้มกันในปัจจุบัน เริ่มมาจากที่ชาวเอสกิโมแสดงความรักโดยการถูจมูกของอีกฝ่ายหนึ่ง แต่บางคนเชื่อว่าในสมัยก่อนเมื่อทหารได้รับบาดเจ็บ  หมอที่ทำการรักษาจะใช้ปากดูดเลือดที่แผลออกมา และการกระทำดังกล่าวก็ได้ถูกพัฒนามาเป็นการหอมหรือจูบเพื่อแสดงความรักต่อกัน และยังมีอีกหนึ่งเหตุผลที่เป็นจุดเริ่มต้นของการทักทายโดยการหอมแก้ว นั่นคือวัฒนธรรมการทักทายโดยใช้จมูกชนกันของชาวอินเดียตั้งแต่ครั้งอดีต ซึ่งก็ได้ถูกพัฒนาต่อมาเป็นการทักทายโดยหอมแก้มกันจนกระทั่งในปัจจุบัน

11. การทักทายโดยการจับมือกัน มีความเป็นมาอย่างไร?

มีหลายเหตุผลที่พอเชื่อได้ว่าการทักทายโดยการจับมือกันในปัจจุบัน ได้เริ่มต้นขึ้นเมื่อชาวอาหรับโบราณแสดงความเคารพโดยการจูบที่มือของอีกฝ่าย แต่วันหนึ่งผู้ชายที่อายุมากกว่าเกิดไม่สบายใจที่ต้องจูบมือผู้ชายที่มีอายุน้อยกว่า พวกเขาจึงตกลงกันว่า จะใช้การจับมือแทนการจูบมือ และตั้งแต่นั้นมาการจับมือก็เป็นการทักทายและเป็นการให้ความเคารพซึ่งกันและกัน จนกระทั่งในปัจจุบัน

12. ทำไมเข็มทิศจึงชี้ไปแต่ทางทิศเหนือเท่านั้น?

โลกของเราใบนี้เป็นเหมือนแม่เหล็กขนาดมหึมา และปล่อยแรงแม่เหล็กออกไปทั่วรัศมีโดยรอบ โดยที่ขั้วโลกเหนือมีคุณสมบัติเป็นขั้วโลกใต้ และขั้วโลกใต้มีคุณสมบัติเป็นขั้วโลกเหนือ   และเข็มทิศซึ่งเป็นแม่เหล็ก จึงหันไปทางทิศเหนือ (ขั้วโลกเหนือ) ซึ่งเป็นแม่เหล็กขั้วโลกใต้นั่นเอง

15 คำถามไขปริศนาโลก และความรู้รอบตัว ที่คุณไม่เคยรู้มาก่อน


บทความนี้ขอนำสิ่งดีๆมาฝาก.. "ความรู้รอบตัว ความรู้รอบโลก" ที่หลายคนอาจจะยังไม่เคยได้รู้
มาดูกันนะครับ

 1. ดวงอาทิตย์มีอายุเท่าไร?

เมื่อประมาณ 5,000 ล้านปีมาแล้ว ในจักรวาลที่ว่างเปล่าแห่งนี้ ได้เกิดฝุ่นละอองขนาดเล็กเริ่มรวมตัวกัน เป็นบ่อเกิดของพลังงานและแสงสว่าง เมื่อฝุ่นละอองเหล่านั้นรวมตัวกันจนมีขนาดใหญ่ขึ้น ก็ได้กลายเป็นดาวฤกษ์ที่มีแสงสว่างในตัวเอง และมีพลังงานอันมหาศาล และทั้งหมดนี้ก็คือจุดกำเนิดของดวงอาทิตย์ สำหรับคำถามที่ว่าดวงอาทิตย์มีอายุเท่าไรนั้น ยังไม่มีคำตอบที่ชัดเจน แต่จากการสันนิษฐานของนักวิทยาศาสตร์ได้ระบุเอาไว้ว่า ดวงอาทิตย์ก็น่าจะมีอายุประมาณ 5,000 ล้านปี และนักวิทยาศาสตร์ยังได้คาดคะเนเอาไว้ว่า ตอนนี้ดวงอาทิตย์เปรียบเสมือนอยู่ในช่วงวัยกลางคน และเมื่อใดที่ดวงอาทิตย์ไม่ส่องแสงมายังโลกของเรา ก็จะทำให้เกิดภาวะที่หนาวเย็นจัด จนทำให้ทุกสรรพสิ่งในโลกไม่สามารถดำรงชีวิตอยู่ได้ แต่นั่นไม่ใช่เรื่องที่เราต้องกังวลเพราะยังเหลือเวลาอีกตั้ง 5,000 ล้านปี

2. ในยามที่อากาศร้อนจัด ทำไมจึงมองเห็นน้ำคล้ายเจิ่งนองบนท้องถนน?

ในยามที่เราเดินทางไกลไปในสถานที่ ที่มีสภาพอากาศร้อนจัด สายตาของเรามักจะมองเห็นคล้ายน้ำเจิ่งนองบนพื้นถนน แต่พอเราเดินเข้าไปใกล้ๆพื้นถนนดังกล่าวกลับแห้งสนิทไม่มีน้ำแม้แต่หยดเดียว ซึ่งนั่นเป็นเพียงภาพลวงตาที่เกิดขึ้นจาก ปรากฏการณ์มิราจ (Mirage) ซึ่งปรากฏการณ์นี้จะเกิดขึ้นได้ ก็ต่อเมื่อสภาพอากาศบริเวณใกล้ๆพื้นถนนที่เรามองเห็น ร้อนกว่าอากาศที่อยู่สูงขึ้นไป และเมื่อแสงเดินทางผ่านบริเวณที่มีอากาศเย็นมายังบริเวณที่มีอากาศร้อน ก็จะทำให้เกิดการหักเหของแสง บิดเบือนสายตาของเรา จนทำให้เราเห็นเหมือนมีน้ำเจิ่งนองอยู่บนท้องถนนนั่นเอง

3. ยอดเขาอะไรที่สูงที่สุดในโลก?

ยอดเขาเอเวอเรสต์ (Everrest) ในเทือกเขาหิมาลัยได้ถูกบันทึกไว้ว่าเป็นยอดเขาที่สูงที่สุดในโลก โดยมีความสูงถึง 8,848 เมตร และชื่อเดิมของยอดเขาเอเวอเรสต์ก็คือ ยอดเขา โชโมลังมา (Chomolungma) ซึ่งเป็นภาษาทิเบต แปลว่า เทพมารดาแห่งจักรวาล  และยอดเขาแห่งนี้ก็ถูกเปลี่ยนชื่อเป็น “เอเวอเรสต์” ตามชื่อของนักสำรวจชาวอังกฤษ ที่มีชื่อว่า จอร์จ  เอเวอเรสต์  ที่เป็นผู้บุกเบิกการสำรวจและเป็นผู้วัดความสูงของยอดเขาแห่งนี้เป็นคนแรก 

4. ใครเป็นผู้สร้างคอมพิวเตอร์เครื่องแรกของโลก?

คอมพิวเตอร์เครื่องแรกของโลกสร้างขึ้นโดย ดร. จอห์น  มอชเลย์ และ ดร. เจ.พี. เอคเกิร์ด ในปีค.ศ.1946  เพื่อใช้ในกองทัพสหรัฐอเมริกา มีชื่อเรียกว่า ENIAC เป็นคอมพิวเตอร์เครื่องแรกของโลกที่มีน้ำหนักมากถึง 30 ตัน มีขนาดใหญ่กว่ารถบรรทุกเลยทีเดียว แต่คอมพิวเตอร์เครื่องที่ว่านี้ ได้คำนวณผิดพลาดบ่อยครั้ง นักวิทยาศาสตร์จึงได้พัฒนาคอมพิวเตอร์รุ่นต่อมาชื่อ EDSAC และ EDVAC ซึ่งมีขนาดเล็กและเบากว่า แถมยังมีความผิดพลาดน้อย และคอมพิวเตอร์ยังได้ถูกพัฒนามาอย่างต่อเนื่องจนกระทั่งในปัจจุบัน

5. ทำไมใบไม้จึงร่วงในฤดูหนาว?

โดยธรรมชาติของต้นไม้แล้ว เมื่อได้รับแสงแดดก็จะมีการคายน้ำออกมาทางใบ  แต่พอถึงช่วงฤดูหนาว ความชื้นในอากาศลดลง พื้นดินเริ่มแห้งแล้ง ปริมาณน้ำก็ลดน้อยลงไปด้วย ทำให้ต้นไม้ดูดซึมน้ำจากใต้ดินได้น้อยลง แต่ถึงกระนั้นต้นไม้ก็ยังคงคายน้ำในปริมาณที่เท่าเดิม เมื่อได้รับแสงแดด พูดง่ายๆก็คือใบไม้ทำหน้าคลายน้ำในปริมาณเท่าเดิม แต่ดูดซึมน้ำเพื่อหล่อเลี้ยงส่วนต่างๆของลำต้นได้น้อยลง เพื่อการอยู่รอดตามธรรมชาติ ต้นไม้จึงปรับสภาพโดยการลดการคลายน้ำให้น้อยลง ด้วยการทิ้งใบหรือสลัดใบออกไป โดยการปิดท่อที่เป็นทางส่งน้ำและอาหารไปที่ใบ เมื่อใบไม้ขาดน้ำและสารอาหารหล่อเลี้ยงก็จะแห้งเฉาและหลุดร่วงไป  เราจึงมักเรียกว่า “ฤดูใบไม้ร่วง” นั่นเอง

6. จริงหรือที่ว่า แมลงสามารถสื่อสารหรือคุยกันได้?

พฤติกรรมทางธรรมชาติของสัตว์อีกอย่างหนึ่งก็คือการสื่อสารที่มนุษย์อย่างเราไม่สามารถสื่อความหมายหรือเข้าใจได้ อย่างเช่นเมื่อผึ้งตัวหนึ่งบินไปพบเจอแหล่งน้ำหวาน มันจะทำการสื่อสารบอกพรรคพวกของมัน ให้รู้ถึงที่ตั้งของแหล่งน้ำหวานนั้น ด้วยการเต้นระบำในท่าต่างๆกัน เช่น ถ้าแหล่งน้ำหวานอยู่ในระยะไม่เกินกว่า 100 เมตร มันจะเต้นระบำเป็นรูปวงกลม แต่ถ้าแหล่งน้ำหวานอยู่ไกลกว่านั้น มันจะบินเป็นรูปเลข 8  หรือถ้ามันบินหมุนวนหลายๆรอบ ณ บริเวณจุดใดจุดหนึ่ง แสดงว่าแหล่งน้ำหวานอยู่ใกล้ๆนี่เอง แต่ในทางตรงกันข้าม ถ้าพวกมันบินวนเพียงไม่กี่รอบแสดงว่าแหล่งน้ำหวานอยู่ไกลมาก และยังมีการเต้นระบำเป็นรูปพระจันทร์เสี้ยว เป็นการสื่อสารที่มีความหมายว่าแหล่งน้ำหวานที่พวกมันเจอ อยู่ไม่ไกลนั่นเอง

7. ไม้ขีดไฟทำมาจากอะไร?

ไม้ขีดไฟตามที่เราเห็นในท้องตลาดทั่วไปนั้น เป็นการนำก้านไม้ขนาดเล็กจุ่มลงในพาราฟิน เพื่อทำให้ลุกติดไฟได้ดี แล้วจุ่มปลายอีกด้านลงในส่วนผสมซึ่งประกอบด้วยกำมะถัน เพื่อทำให้เกิดเปลวไฟ และโปรแตสเซียมคลอเรตเพื่อให้ออกซิเจน ส่วนข้างกล่องจะฉาบฟอสฟอรัสแดงทั้งสองด้าน จะเห็นว่าเมื่อเรานำหัวไม้ขีดไปขีดที่ข้างกล่อง ฟอสฟอรัสแดงจะทำปฏิกิริยากับออกซิเจนทำให้เกิดความร้อนและเปลวไฟขึ้น ทำให้หัวไม้ขีดติดไฟนั่นเอง

8. ลมและพายุเกิดขึ้นได้อย่างไร?

เมื่อแสงแดดส่องกระทบน้ำทะเล จะทำให้น้ำทะเลระเหยกลายเป็นไอ ลอยตัวสูงขึ้น อากาศบริเวณนั้นก็จะเป็นสภาพอากาศที่มีความกดอากาศต่ำ ทำให้อากาศที่อยู่บริเวณใกล้ๆที่มีความกดอากาศสูงกว่า ลอยเข้ามาแทนที่ ส่งผลให้เกิดการหมุนเวียนของอากาศนั่นก็คือเกิดลมนั่นเอง และแสงของดวงอาทิตย์ที่ส่องมายังโลกของเราในแต่ละพื้นที่ก็มีปริมาณที่ไม่เท่ากัน ซึ่ง ณ บริเวณใกล้เส้นศูนย์สูตรจะได้รับความร้อนมากกว่าที่อื่น ทำให้ความกดอากาศบริเวณนั้นสูงกว่าที่อื่นมาก ลมหรืออากาศจะเคลื่อนที่จากบริเวณที่มีความกดอากาศสูงไปยังความกดอากาศต่ำ ถ้าสองพื้นที่มีความกดอากาศที่แตกต่างกันมากๆ ลมก็จะพัดแรงจนเกิดเป็นพายุได้

9. ใครเป็นผู้กำหนดเวลา?

ที่เราได้รู้จักในปัจจุบันนี้ ได้ถูกกำหนดไว้โดยชาวบาบิโลน ซึ่งชาวบาบิโลนได้สังเกตเห็นว่า ดวงอาทิตย์และดวงจันทร์จะโคจรด้วยตำแหน่งและเวลาที่แน่นอนและแม่นยำ พวกเขาจึงได้กำหนดมาตรฐานของเวลาขึ้น ตามการโคจรของดวงอาทิตย์และดวงจันทร์ โดย การกำหนดให้ 1 ปี มี 365 วัน  1 วันมี  24 ชั่วโมง  1 ชั่วโมงมี 60 นาที  และ 1 นาทีมี 60 วินาที และเหตุผลที่ชาวบาบิโลนกำหนดตัวเลข 60 ก็เพราะว่าตัวเลข 60 เป็นจำนวนที่หารได้ลงตัวหลายจำนวนและการกำหนดเวลาด้วยแนวคิดเของชาวบาบิโลนนี้ ก็ได้ยึดถือกันมาจนปัจจุบัน

10. ใครเป็นผู้กำหนดปฏิทิน?

ปฏิทินที่เราเห็นในยุคปัจจุบัน ได้ถูกกำหนดขึ้นโดยชาวอียิปต์โบราณ ซึ่งพวกก็ได้ชื่อว่าเป็นชาติแรกๆที่กำหนดปฏิทินขึ้นใช้เอง โดยมีจุดเริ่มต้นจากการที่พวกเขาได้ค้นพบว่า ช่วงเวลาที่น้ำในแม่น้ำไนล์ไหลท่วมบ้านเมืองในทุกๆปี นั้น สัมพันธ์กับดวงจันทร์ พวกเขาจึงลองคำนวณเวลาจากดวงจันทร์ โดยเมื่อดวงจันทร์เต็มดวง 1 รอบ ก็จะเป็นเวลา 1 เดือน และเมื่อดวงจันทร์เต็มดวง 12 ครั้ง ก็นับเป็นเวลา 1 ปี

11. ทำไมดวงจันทร์จึงเดินตามเราไปทุกที่?

ในคืนข้างขึ้นที่มีพระจันทร์ส่องแสงนวลสว่าง ไม่ว่าเราจะขับรถหรือวิ่งไปทางไหน ไม่ว่าช้าหรือเร็ว เราก็จะเห็นพระจันทร์เคลื่อนตัวตามเราไปทุกที่ และที่เป็นเช่นนั้นก็เพราะว่าดวงจันทร์อยู่ไกลจากเรามาก เหตุผลก็คือถ้าสิ่งที่อยู่ไกลๆเคลื่อนที่ เราก็แทบจะมองไม่เห็นการเคลื่อนที่นั้นๆ หรืออาจรู้สึกว่ามันเคลื่อนที่ช้ามาก โดยเฉพาะดวงจันทร์ที่มีขนาดใหญ่มาก เราก็แทบไม่รู้สึกว่ามันเคลื่อนที่ผ่านเราไปเลย และด้วยเหตุผลนี้เอง เวลาที่เราเดินทางไปไหนในคืนที่มีพระจันทร์ เราจึงรู้สึกว่าดวงจันทร์เคลื่อนที่ตามเราตลอดเวลานั่นเอง

12. ทำไมภาพในกระจกจึงกลับซ้ายกลับขวา?

เมื่อเราทดลองกางหนังสือแล้วหันหน้าให้กระจก ก็จะเห็นว่าตัวหนังสือเกิดการกลับข้าง คือจะกลับซ้ายเป็นขวา และที่เป็นอย่างนั้น ก็ด้วยหลักของการสะท้อนของแสง นั่นเอง  เหตุผลก็คือกระจกเป็นวัตถุที่สะท้อนแสงได้ดี เพราะมีผิวเรียบและมันวาวกว่าวัตถุอื่นๆ และเนื่องจากมุมตกกระทบ คือ มุมของแสงที่ตกกระทบบนกระจก เท่ากับมุมสะท้อน ก็คือ มุมที่แสงสะท้อนออกมาจากกระจก ทำให้เงามีลักษณะเหมือนกับสิ่งที่อยู่หน้ากระจกทุกประการ แต่สายตาของเราแยกไม่ได้ว่า สิ่งที่เห็นเป็นแสงสะท้อน เราจึงเห็นเงาในกระจกกลับข้าง คือ จากซ้ายเป็นขวานั่นเอง

13. ปลาแซลมอนหาทางกลับไปยังถิ่นกำเนิดได้อย่างไร?

ตามธรรมชาติของปลาแซลมอนมักจะวางไข่ในแม่น้ำที่น้ำใสสะอาด และเมื่อวางไข่แล้วแม่ปลาก็จะตาย เมื่อลูกปลาออกจากไข่ก็จะว่ายกลับสู่ทะเลและใช้ชีวิตอยู่ในทะเลนานประมาณ 4 ปี และเมื่อถึงเวลาออกไข่ ปลาแซลมอนก็จะว่ายน้ำกลับมายังแม่น้ำที่มันเกิด เพื่อวางไข่ ซึ่งเราเรียกพฤติกรรมแบบนี้ว่า การย้ายถิ่น จนถึงปัจจุบันยังไม่มีใครสามารถอธิบายได้อย่างชัดเจนว่า ปลาแซลมอนกลับมายังแม่น้ำที่มันเกิดได้อย่างไร แต่นักวิทยาศาสตร์หลายคนก็ได้สันนิษฐานว่า พวกมันจำกลิ่นของแม่น้ำที่มันเกิดได้ อีกกรณีหนึ่งก็คือพวกมันสามารถรับรู้ได้จากแสงของดวงอาทิตย์นั่นเอง

14.ทำไมศพที่ทำมัมมี่ ถึงไม่มีการเน่าเปื่อย?

การทำมัมมี่ก็คือกรรมวิธีในการเก็บรักษาศพไม่ให้เน่าเปื่อย เป็นการนำผ้าฝ้ายชิ้นแคบๆยาวๆ ไปชุบน้ำยากันศพเน่าเปื่อย ที่ถูกผสมขึ้นตามสูตรโบราณของชาวอียิปต์ จากนั้นก็จะนำไปพันห่อหุ้มทั่วร่างของศพ เพียงเท่านี้ก็สามารถรักษาศพเอาไว้ รอวิญญาณเจ้าของได้นานนับร้อยปี เพราะชาวอียิปต์โบราณมีความเชื่อว่า เมื่อคนเราตายไปแล้ววิญญาณจะออกจากร่างกายแล้วเดินทางไปสู่ยมโลก เพื่อฟังคำตัดสินจากเทพเจ้า และสักวันหนึ่งวิญญาณจะกลับเข้าสู่ร่างอีกครั้ง ดังนั้นจึงต้องรักษาสภาพศพหรือรักษาร่างกายอันไร้วิญญาณเอาไว้ เพื่อรอวิญญาณกลับมาคืนสู่ร่าง หรือที่เรียกว่า “ร่างมัมมี่” นั่นเอง

15.ทำไมน้ำทะเลจึงเค็ม?

ถ้าเปรียบเทียบและคิดเป็นอัตราส่วนแล้ว ในน้ำทะเล 1 ลิตร จะมีเกลืออยู่ในปริมาณที่มากถึง 35 กรัม  ส่วนข้อสงสัยที่ว่าเกลือพวกนี้ไปอยู่ในทะเลได้อย่างไร? บางทฤษฎีเชื่อว่าเมื่อก่อนโลกของเราเปรียบเสมือนลูกไฟลูกใหญ่ ต่อมาอุณหภูมิของโลกค่อยๆลดลงและมีไอน้ำเกิดขึ้นจำนวนมาก ทำให้ฝนตกหนัก และน้ำฝนในปริมาณที่มหาศาลนี้ ก็ได้ละลายเกลือที่อยู่ในดินและหินออกมา และไหลรวมสู่แอ่งใหญ่เกิดเป็นทะเลที่มีน้ำเค็ม แต่อีกหนึ่งเหตุผลเชื่อว่า ครั้งหนึ่งเกิดการระเบิดครั้งใหญ่บนโลกทำให้เกลือที่อยู่บนดินละลายลงไปอยู่ในทะเล ทำให้น้ำทะเลมีรสเค็มนั่นเอง

นิโคลา เทสลา ผู้คิดค้นไฟฟ้ากระแสสลับ

นิโคลา เทสลา นักวิทยาศาสตร์ผู้คิดค้นระบบไฟฟ้ากระแสสลับ

Nikola Tesla (นิโคลา เทสลา) เป็นอีกหนึ่งนักวิทยาศาสตร์ที่มีชื่อเสียงก้องโลก เกิดเมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม ปี 1856 ที่ Smiljan ในอดีตออสเตรีย - ฮังการี ซึ่งปัจจุบันคือสาธารณรัฐโครเอเชีย ภายหลังเขาได้รับสัญชาติเป็นพลเมืองอเมริกันอย่างเต็มตัว

Nikola Tesla (นิโคลา เทสลา)
Nikola Tesla (นิโคลา เทสลา) เป็นนักวิทยาศาสตร์ผู้สร้างผลงานสิ่งประดิษฐ์ต่างๆที่เป็นประโยชน์ต่อมนุษย์เราเอาไว้มากมาย เช่น เครื่องเอกซ์เรย์ การสื่อสารแบบไร้สาย เทคโนโลยีเลเซอร์ อุปกรณ์ควบคุมระยะไกล การสื่อสารผ่านระบบเซลลูลาร์ วิทยุ อ่างอาบน้ำไฟฟ้าเพื่อฆ่าเชื้อโรค เรดาร์ และอื่นๆอีกมากมายกว่า 1,000 ชิ้น และผลงานที่ถือว่าเป็นคณูปการสูงสุดต่อโลกของเรา และทำให้เป็นที่รู้จักไปทั่วโลกก็คือการค้นพบระบบไฟฟ้ากระแสสลับ (The History of Nikola Tesla) และสุดท้ายก็ไม่มีใครสามารถหนีกฎแห่งอนิจจังได้พ้น นักวิทยาศาสตร์ผู้มีอุปการคุณต่อโลกท่านนี้ ได้เสียชีวิตลงเมื่อวันที่ 7 มกราคม ปี 1943 ที่ประเทศสหรัฐอเมริกา ด้วยวัย 86 ปี แต่ผลงานสิ่งประดิษฐ์ของท่านยังมีให้พวกเราได้ใช้ประโยชน์และได้ระลึกถึงตลอดไป

8 ผู้นำและนักปรัชญาคนสำคัญของโลก



8 ผู้นำและนักปรัชญาคนสำคัญของโลก

เป็นวีดีโอแนะนำเรื่องราวของบุคคลสำคัญของโลก ที่ประวัติศาสตร์ต้องจารึกและจดจำท่านเหล่านั้นเอาไว้ ด้วยผลงานที่เป็นอมตะ หลักปรัชญาคำสอนที่ลึกซึ้ง ตลอดถึงแนวทางปฏิบัติและแนวทางการดำเนินชีวิตที่น่ายกย่อง ให้ชนรุ่นหลังได้นำไปเป็นแบบอย่างที่ดีต่อไป พวกท่านเหล่านั้นเป็นใคร ได้ทำคุณประโยชน์อะไรไว้บ้าง เชิญรับชมในวีดีโอนี้ได้เลยครับ

10 สุดยอดนักวิทยาศาสตร์ ที่โลกไม่เคยลืม




10 นักวิทยาศาสตร์ ที่โลกไม่เคยลืม

สำหรับบทความในวันนี้ก็มีเรื่องราวสาระดีๆนำมาให้ชมอีกเช่นเคยครับ เป็นเรื่องราวของนักวิทยาศาสตร์ที่มีชื่อเสียงก้องโลก หากเอ่ยชื่อขึ้นมาแล้วเราทุกคนต่างรู้จักกันดี เพราะนี่คือ 10 สุดยอดนักวิทยาศาสตร์ ซึ่งถือว่าเป็นผู้มีคณูปการต่อโลกของเราอย่างมาก เพราะในอดีตท่านเหล่านั้นได้เป็นผู้คิดค้นเริ่มต้นพัฒนาและได้ประดิษฐ์สิ่งต่างๆไว้เป็นรากฐานทางความรู้ให้คนรุ่นหลังได้พัฒนาต่อไป จนนำมาซึ่งความสะดวกสบายให้พวกเราชาวโลกได้ใช้ประโยชน์จนกระทั่งปัจจุบัน พวกเขาเหล่านั้นเป็นใคร ได้สร้างสรรค์ผลงานอะไรไว้ เชิญรับชมในวีดโอนี้ได้เลยครับ